รูปภาพบทความ

"Nike Mercurial Superfly 11" รองเท้าฟุตบอลสายความเร็วระดับท็อปในคอลเลกชันฟุตบอลโลก ที่ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ทั้งดีไซน์ภายนอกและวิศวกรรมชุดพื้น

1. โครงสร้างอัปเปอร์และการปรับดีไซน์รอบ 12 ปี

ไฮไลท์ที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคือการกลับมาใช้ดีไซน์หุ้มข้อแบบต่ำ (Low-cut) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014 โดยเป็นการออกแบบส่วนหุ้มข้อให้โอบรับรอบตาตุ่มในลักษณะที่ต่ำลงเพื่อลดน้ำหนักรองเท้า แต่ยังคงให้ความรู้สึกกระชับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเท้า ขณะที่ตัวอัปเปอร์เลือกใช้เทคโนโลยีหน้าผ้า Flyweave Ultra แบบแยกโครงสร้างทอ (Multi-density weaving) ซึ่งมีความหนาแน่นต่างกันในแต่ละจุด โดยข้างเท้าจะมีความยืดหยุ่นรองรับการขยายของเท้าขณะวิ่งซิกแซก ส่วนหน้าเท้าจะถักทอหนาแน่นเป็นพิเศษเพื่อล็อกเท้าไม่ให้สไลด์ขณะเคลื่อนที่

2. ชุดพื้นไฮบริด: ผสาน Air Zoom และโฟม ZoomX จากสนามวิ่งมาราธอน

ระบบส่งกำลังและรองรับแรงกระแทกในรุ่นนี้เป็นการดึงนวัตกรรมจากรองเท้าวิ่งมาราธอนระดับท็อปของไนกี้มาปรับใช้ โดยแผ่น Air Zoom ชิ้นหนาจะถูกจัดวางไว้ที่ส่วนหน้าเท้าแบบเปิดให้เห็นจากภายนอกเพื่อการตอบสนองที่ฉับไว ทำงานร่วมกับโฟม ZoomX ที่ฝังอยู่บริเวณส้นเท้าและกลางเท้าด้านใน ช่วยรองรับแรงกระแทกและสะท้อนแรงส่งกลับได้ดีที่สุด นอกจากนี้ตัวแผ่นพื้นยังดีไซน์โค้งเว้าเข้ารูปตามสรีระฝ่าเท้าอย่างเป็นธรรมชาติ (Anatomical Soleplate) เพื่อลดช่องว่างระหว่างฝ่าเท้ากับรองเท้า ทำให้การส่งกำลังลงสู่พื้นสนามทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

รูปภาพบทความ

3. รูปแบบปุ่มสตั๊ดจัดระเบียบความเร็ว

ชุดปุ่มได้รับการออกแบบใหม่เพื่อรองรับการวิ่งทำทางในแนวตรงยาว ๆ และการออกตัวแบบระเบิดพลัง (Explosive Acceleration) โดยปุ่มทรงสามแฉก (Tri-Star) บริเวณหน้าเท้าถูกปรับองศาให้ทำมุมกับการจิกสปีดในแนวตรงได้ดีขึ้น ช่วยให้เกาะสนามและออกตัวได้คมกว่าเดิม ทำงานคู่กับปุ่มหลังแบบใบมีดขวาง (Bladed Studs) ที่ส้นเท้า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกและการปักหลักยึดเกาะเมื่อต้องเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน

รองเท้ารุ่นนี้จึงกลายเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่ออกแบบมาเพื่อผู้เล่นตำแหน่งปีกและกองหน้าสายทะลุช่องที่ต้องการความเร็วสูงสุดในแนวตรงและการเร่งสปีดในพื้นที่เปิดอย่างแท้จริง

รูปภาพบทความ

"Nike Mercurial Vapor 17" รองเท้าฟุตบอลสายความไวระดับท็อปในคอลเลกชันฟุตบอลโลก ที่ทุบสถิติเป็น Mercurial รุ่นที่เบาที่สุดเท่าที่ไนกี้เคยผลิตมา

1. ปรัชญาการออกแบบเพื่อความเบาขั้นสุด

เป้าหมายหลักในการพัฒนา Vapor 17 คือการตัดทอนวัสดุที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด ส่งผลให้น้ำหนักตัวเรือนในรุ่น Elite ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 160 กรัม ซึ่งเบาลงกว่ารุ่นเดิม (Vapor 16) ถึง 20% นับเป็นการแยกแนวทางการพัฒนาระหว่างรุ่น Vapor และ Superfly 11 ออกจากกันอย่างชัดเจน โดยขณะที่ Superfly เน้นการทำความเร็วทางตรงยาว ๆ แต่ Vapor 17 ถูกสร้างมาเพื่อการเคลื่อนที่และเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วในพื้นที่แคบโดยเฉพาะ

รูปภาพบทความ

2. หน้าผ้า Atomknit สัมผัสเสมือนเท้าเปล่า

ตัวอัปเปอร์เปลี่ยนมาใช้ผ้าถักเทคโนโลยี Atomknit ซึ่งเป็นโครงสร้างผ้าถักที่เบาและบางที่สุดเท่าที่ไนกี้เคยมีมา ตัวผ้ามีความบางและโปร่งแสงสูงสุด โครงสร้างเกิดจากการดึงเส้นด้ายให้ตึงและยืดหยุ่นเต็มพิกัด ทำให้หน้าผ้าโอบรัดรูปเท้าได้อย่างแนบสนิท ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการเล่นฟุตบอลด้วยเท้าเปล่า (Barefoot Ball Feel) ช่วยให้การแต่งบอล การสัมผัสบอล และการเลี้ยงกินตัวทำได้อย่างแม่นยำเป็นธรรมชาติ

3. ชุดพื้น FlyLite และการจัดวางโครงสร้างปุ่ม

ระบบขับเคลื่อนด้านล่างติดตั้งชุดพื้นระบบใหม่อย่าง FlyLite Composite Plate แผ่นฟิล์มน้ำหนักเบาพิเศษที่ผลิตด้วยโครงสร้างฟิล์มรับน้ำหนักขั้นสูง ตัวพื้นมีการเจาะช่องเพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความยืดหยุ่น ช่วยเพิ่มการตอบสนองใต้ฝ่าเท้าได้อย่างรวดเร็ว ทำงานร่วมกับชุดปุ่มใบมีดดีไซน์ตามสรีระ (Bladed Studs) ที่จัดวางองศาตามข้อมูลการวิจัยการลงน้ำหนักเท้า เพื่อรองรับการเบรกกะทันหัน การโยกหลอก และการบิดตัวเปลี่ยนทิศทางแบบ 360 องศาด้วยความเร็วสูงโดยไม่เสียสมดุล

รองเท้ารุ่นนี้จึงกลายเป็นอาวุธสำคัญสำหรับสายเลี้ยงกินตัวและกองกลางตัวรุกที่ต้องเอาตัวรอดในพื้นที่ที่จำกัด โดยมีซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ และ บรูโน เฟอร์นันเดส เป็นพรีเซนเตอร์หลักในการสวมใส่ลงแข่งขันฟุตบอลโลก