โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากกลุ่ม CP ชนะประมูลและลงนามในนาม บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ไปตั้งแต่ปี 2562 ทว่าปัญหาผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้นำไปสู่การเจรจาแก้ไขสัญญาที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้นัดประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุนในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพื่อสรุปแนวทางเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ภายในเดือนสิงหาคม 2569 โดยขณะนี้คณะทำงานร่วม 3 ฝ่าย (สกพอ., รฟท. และเอกชน) สรุปทางเลือกไว้ 2 แนวทาง คือ

  1. เดินหน้าแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.เดิม: หากเห็นชอบตามร่างสัญญาที่อัยการสูงสุดตรวจสอบแล้ว จะเสนอ ครม. อนุมัติหลักการและลงนามแก้ไขสัญญาเพื่อเดินหน้าโครงการต่อ

  2. สั่งสิ้นสุดสัญญา: หาก กพอ. เห็นว่าไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อยกเลิกสัญญา

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า โครงการนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนา EEC และสนามบินอู่ตะเภาอย่างมาก หากต้องสิ้นสุดสัญญากับกลุ่มซีพี รัฐบาลยังจำเป็นต้องเปิดประมูลใหม่ในรูปแบบ PPP ที่จูงใจและคุ้มค่ากว่าเดิม หรืออาจพิจารณาปรับเพิ่มความเร็วของรถไฟทางคู่เข้ามาเสริม

สำหรับ 5 เงื่อนไขตามสัญญาที่สามารถนำมาใช้พิจารณาเพื่อนำไปสู่การสิ้นสุดสัญญาประกอบด้วย:

  1. เลิกสัญญาเมื่อครบกำหนดสัมปทาน 50 ปี

  2. รฟท. ส่งมอบพื้นที่ไม่เรียบร้อย จนไม่สามารถออกหนังสือเริ่มงาน (NTP) ได้

  3. เกิดเหตุสุดวิสัยที่ส่งผลกระทบต่อโครงการ

  4. เกิดความผิดพลาดจากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (รัฐหรือเอกชน)

  5. มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล