อานิสงส์ EV3.5 ส.อ.ท.เปิดยอดขายพุ่ง-ยอดผลิตรถยนต์ ม.ค.69 แตะ 1.18 แสนคัน

24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนม.ค.2569 อยู่ที่ 118,386 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.53% เนื่องจากยอดผลิตเพื่อจําหน่ายในประเทศ อยู่ที่ 38,700 คัน เพิ่มขึ้น 20.71%

ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นจากรถกระบะดับเบิลแค็บ 7,384 คัน คิดเป็น 153.57% รวมทั้งผลิตรถบรรทุกเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 76.18% และรถบรรทุกขนาดต่ํากว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน อยู่ที่ 1,383 คัน เพิ่มขึ้น 76.18% ตามการลงทุนของภาคเอกชนในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยการนําเข้ามาขายในปี 2567-2568 เป็นปีแรกจากโครงการ EV 3.5

นอกจากนี้ ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนม.ค.2569 อยู่ที่ 73,936 คัน เพิ่มขึ้น 53.77% จากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 ซึ่งสิ้นสุดลง 2568 รวมทั้งเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 2 ต่อ 1 ของโครงการ EV 3.5 ส่งผลยอดขายรถยนต์นั่งเพิ่มขึ้น 76.2% และรถ SUV เพิ่มขึ้น 93.6%

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ยกเว้นรถกระบะยังคงขายลดลง 5.5% เพราะสถาบันการเงินยังเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ จากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ํา กําลังซื้อของประชาชนยังคงอ่อนแอ ภาคอุตสาหกรรมยังใช้กําลังการผลิตไม่ถึง 60% ของกําลังการผลิตทั้งหมด

“ขณะนี้ เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เติบโตมากกว่าที่คาดในอัตรา 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 8.1% โดยเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 6.5% จากการปลดล็อกให้นักลงทุนมีความคล่องตัวมากขึ้น ส่งผลให้การก่อสร้างโรงงานขยายตัวถึง 12.2% และจากภาครัฐที่เร่งลงทุนขยายตัว 13.3% รวมถึงมีการนําเข้าสินค้าที่ขยายตัว 12.8% โดยเฉพาะเครื่องจักรขยายตัว 21.8%” นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า คงต้องรอรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาผลักดันการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2568 ให้ลงทุนเร็วขึ้น เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยมากขึ้น เศรษฐกิจประเทศไทยจะได้เติบโตมากกว่า 5% เหมือนในอดีต

ขณะที่ ยอดผลิตเพื่อส่งออกอยู่ที่ 79,686 คัน เพิ่มขึ้น 6.19% จากการผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกอยู่ที่ 20,451 คัน เพิ่มขึ้น 46.56% ส่วนการส่งออกรถยนต์สําเร็จรูป อยู่ที่ 58,405 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.28% ต่ําสุดตั้งแต่เดือนพ.ค.2565 หรือรอบ 45 เดือน จากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นเพื่อส่งออก และความเข้มงวดในการนําเข้ารถยนต์ที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยขับในด้านความปลอดภัย รวมทั้งการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้ส่งออกรถยนต์ลดลงในตลาดเอเชีย ตลาดแอฟริกา ตลาดอเมริกาเหนือ ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้