วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569
7 พ.ค. 2569 10:40 | 2503 view
@pracha
‘ก.พ.ค.’ เสียงข้างมากฟันวินิจฉัยเคส ‘ภูมิธรรม - ปลัดมท.’ ย้าย ‘2อธิบดี’ เข้ากรุ ’ผู้ตรวจฯ‘ ช่วงก.ค.ปี68 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุใช้เวลาเพียง 4 วันหลังมอบนโยบาย ชี้มีวัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่ประโยชน์ราชการ
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายวรวิทย์ สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แถลงผลการประชุม ก.พ.ค. ว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อเดือนก.ค.2568 กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอรายชื่อต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการโยกย้ายอธิบดีสองรายไปดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ในกระทรวงมหาดไทยโดยให้เหตุผลว่า เพื่อเหตุผลความจําเป็นของราชการ ต่อมาข้าราชการสองรายดังกล่าวได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. เมื่อวันที่ 6 ส.ค.
และวันที่ 14 ส.ค.2568 ตามลําดับ ซึ่งก.พ.ค. ได้มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาและดําเนินการตามกระบวนการ ขณะนี้ ก.พ.ค. ได้มีคําวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว โดยผลการพิจารณา ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จํานวน 6 เสียง (นายวรวิทย์ สุขบุญ นายภาณุ สังขะวร นายสุรพันธ์ บุรานนท์ นายอติโชค ผลดี นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และนายชํานาญ ทิพยชนวงศ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย คือนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ และนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ต่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รมว.มหาดไทยในขณะนั้น ภายหลังจากที่รมว.มหาดไทยมอบ นโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะนั้นผู้ร้องทุกข์ยังดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่ต้องนํานโยบายที่รมว.มหาดไทยมอบหมายมา นําไปหาวิธีการหรือแนวทางการดําเนินงานให้สอดคล้องกับภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครอง อีกทั้งในฐานะผู้บริหารของหน่วยงานย่อมต้องถ่ายทอดนโยบายสู่ข้าราชการของกรมซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประธานก.พ.ค. กล่าวต่อว่า การดําเนินการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพื่อให้ปรากฏประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อหน่วยงานและประชาชนเสียก่อน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า นายภูมิธรรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 3ก.ค. 2568 ต่อมาวันที่ 4ก.ค.2568 ได้ประชุมมอบนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และต่อมาวันที่ 7ก.ค. 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลับดําเนินการเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายให้พ้นจากตําแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและให้พ้นจากตําแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ตามลําดับ โดยรมว.มหาดไทยได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 8ก.ค. 2568 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4วันนับแต่วันมอบนโยบาย แสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองได้ดําเนินการนํานโยบายที่ได้รับมอบหมายมาไปสู่การปฏิบัติราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองเลย ดังจะเห็นได้จากกระทรวงมหาดไทย เพิ่งมีคําสั่งที่ 2704/2568 ลงวันที่ 3ก.ย.2568 มอบหมายให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รับผิดชอบเขตตรวจราชการ ซึ่งเป็นระยะเวลาล่วงเลยมาหนึ่งเดือนเศษ นับแต่วันมีคําสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองเป็นผู้ตรวจราชการมีผลโดยเฉพาะกรณีของนายไชยวัฒน์ จะเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะเกษียณอายุราชการ จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบาย (แก้ไขปัญหายาเสพติด) ให้สําเร็จได้ และแม้รมว.มหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทยจะมีอํานาจตามกฎหมายแต่ต้องใช้อํานาจดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นการเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจึงแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทําที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจําเป็นของทางราชการที่แท้จริง นอกจากนี้ แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตําแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครอง ตามลําดับ ไปดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงจะเป็นการโอนให้ไปดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน ซึ่งทั้งสองตําแหน่งมีเงินประจําตําแหน่งและค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราที่เท่ากัน แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก กับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ของตําแหน่งอธิบดีกับตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ตามที่ ก.พ. กําหนดไว้ในมาตรฐานกําหนดตําแหน่งจะเห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนว่าผู้ตรวจราชการกระทรวงไม่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และในด้านบริหารทรัพยากรและงบประมาณ และเมื่อพิจารณาถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามคําสั่งของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ถือเป็นการบริหารงานในฐานะผู้ตรวจราชการและแนะนําการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ หรือให้คําปรึกษาของส่วนราชการระดับกระทรวง และปลัดกระทรวงมหาดไทยยังได้มีคําสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายดํารงตําแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็นการมอบหมายให้ทําหน้าที่ตรวจราชการในพื้นที่ยุทธศาสตร์ รวมถึงให้มีอํานาจกํากับดูแลในภาพรวมครอบคลุมทุกเขตตรวจราชการ แต่ไม่มีหน่วยงานในสังกัดของตน มีหน้าที่เพียงการตรวจราชการและให้คําแนะนําในการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีอํานาจสั่งการให้ปฏิบัติงานและไม่อาจใช้อํานาจในการบริหารรวมถึงการบังคับบัญชาได้จริง
ประธาน ก.พ.ค. กล่าวว่า ขณะที่ในส่วนของการดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมอันเป็นหน่วยงานเดิมของผู้ร้องทุกข์ทั้ง2รายนั้น ตําแหน่งอธิบดีทําหน้าที่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกรม เป็นผู้นํานโยบายจากรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมาสู่การปฏิบัติ และมีอํานาจในการบริหารงาน สั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการทั้งกรม และขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สัมฤทธิ์ผล ตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ อีกทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองนับว่ามีภารกิจเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานในจังหวัดและพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ จึงถือเป็นหน่วยงานที่สําคัญอย่างยิ่งหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย
“กรณีจึงเชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายไปดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มิได้เกิดจากความจําเป็นของทางราชการหรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใด” ประธาน ก.พ.ค. ระบุ
นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นการโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง2รายจากตําแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสําคัญรวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยถอยลง และอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทําอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42และมาตรา 57วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551 อย่างไรก็ตาม แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายพ้นจากตําแหน่งอธิบดี และแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่า นายนฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตําแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตําแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน และนายไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้น การจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อไปแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิมย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคําวินิจฉัยให้จําหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ
นายวรวิทย์ กล่าวด้วยว่า ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อย จํานวน 1เสียง (นายสิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตําแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและอธิบดีกรมการปกครอง ตามลําดับ ไปแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นไปตามขั้นตอน และวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอนหรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567และเป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วคําร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรวินิจฉัยให้ยกคําร้องทุกข์ทั้งสองราย
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 08:36 40 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 12:14 144 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 12:10 295 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 12:08 170 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 12:05 170 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 12:02 173 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 11:58 128 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 11:52 191 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 11:49 214 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 11:46 165 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 11:43 338 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 11:40 172 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 11:36 199 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 11:32 141 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 11:29 134 views
ข่าว
7 มิ.ย. 2569 11:26 207 views