วันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569
26 มี.ค. 2569 12:10 | 744 view
@pracha
‘ส.อ.ท.’ชี้ราคา‘น้ํามัน’พุ่งดัน‘ค่าขนส่ง’เพิ่ม25% ‘ราคาสินค้า’ขยับ10% ฉุดGDPโตต่ํากว่า1%
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากมติของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เห็นชอบให้ปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ํามันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ํามันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 18.2% นับเป็นการปรับขึ้นราคาสูงสุดในครั้งเดียว และเป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้น 25% ภายในสัปดาห์
สําหรับการปรับราคาดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางนโยบายของภาครัฐที่เปลี่ยนจากการใช้งบประมาณของ กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง เพื่ออุดหนุนราคาพลังงานและทยอยปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มาเป็นการใช้กลไกการอุดหนุนเป็นแบบพุ่งเป้า (Targeted Subsidy) เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงกลุ่มที่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม ใน 6 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดภาระของกองทุนที่ปัจจุบันติดลบกว่า 28,109 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเป็นการปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับระดับราคาน้ํามันในภูมิภาค เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ํามันดีเซลของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ํากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสําคัญ เช่น มาเลเซีย ที่มีราคาดีเซลอยู่ที่ประมาณ 45.27 บาทต่อลิตร เทียบกับราคาก่อนปรับของไทยที่ 32.94 บาทต่อลิตร ส่วนต่างของราคาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนําเข้าน้ํามันหรือขนส่งน้ํามันข้ามพรมแดน รวมถึงการเข้ามาเติมน้ํามันบริเวณชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนําไปจําหน่ายต่อในประเทศของตน การปรับขึ้นราคาครั้งนี้จึงมีส่วนช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบดังกล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ํามันดีเซลในอัตราที่สูงทันที จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคขนส่งที่มีต้นทุนการดําเนินงานเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากน้ํามันดีเซลเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักในการขนส่งสินค้าและการผลิตในหลายๆ ภาคอุตสาหกรรม เมื่อราคาน้ํามันดีเซลเพิ่มขึ้น ต้นทุนการขนส่งจะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบที่นําเข้าจากต่างประเทศและสินค้าภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะทําให้ต้นทุนในการผลิตและการประกอบการเพิ่มขึ้น
สําหรับผลกระทบดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ราคาสินค้าต้องทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามกลไกของตลาด โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนเมื่อสต็อกของสินค้าที่ซื้อมาในราคาก่อนการปรับขึ้นราคาเริ่มหมดลง และผู้ประกอบการจําเป็นต้องซื้อสินค้าราคาปรับขึ้นใหม่เพื่อนํามาผลิตและจําหน่าย การปรับขึ้นราคาสินค้าจึงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในกลุ่มสินค้าควบคุม 59 รายการ ภาครัฐจําเป็นที่จะต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดําเนินการต่อไปได้
นอกจากนี้ ค่าความผันแปรไฟฟ้า (ค่า Ft) ที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ก็เป็นปัจจัยสําคัญที่จะทําให้ต้นทุนการผลิตของธุรกิจเพิ่มขึ้นอีก โดยคาดว่าค่า FT จะปรับขึ้นเกินกว่าระดับ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก, ซีเมนต์ เซรามิก เยื่อกระดาษ เคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรหนัก ซึ่งค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจะเป็นภาระเพิ่มต้นทุนการผลิตและทําให้ราคาสินค้าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นปรับตัวสูงขึ้นอีก
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เคยประเมินว่า หากราคาน้ํามันดีเซลอยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบใกล้เคียงช่วงวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน (ปี 2565–2566) โดยทําให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นราว 15–20% และราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 6–8% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคาดีเซลปรับสูงขึ้นเป็น 38.94 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงวิกฤตดังกล่าว ส่งผลให้คาดว่าต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 20–25% ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นราว 8–10% และแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอยู่ในระดับประมาณ 5-6%
นายเกรียงไกร กล่าวว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อและไม่มีมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ เศรษฐกิจไทย GDP อาจขยายตัวได้ไม่เกิน 1% โดยสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังระบุว่า ทุกการปรับขึ้นราคาน้ํามันดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะทําให้ GDP ลดลงร้อยละ 0.02 สะท้อนถึงความเปราะบางและอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนด้านพลังงานอย่างมีนัยสําคัญ
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภายใต้วิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ภาคธุรกิจไทยจําเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานสะอาด รวมถึงการนําเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์ วางแผน และบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้ความสําคัญกับการดําเนินโครงการประหยัดพลังงานในองค์กรอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานลงอย่างน้อย 20% จากระดับปัจจุบัน ขณะเดียวกันภาครัฐควรส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาน้ํามันจากตะวันออกกลางและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงเร่งผลักดันการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ผ่านแนวทางการรวมกลุ่มขนส่ง (Pool Logistics) เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนาระบบ Backhauling Management เพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Run) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ลดการใช้น้ํามัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจรุนแรงขึ้น ทุกภาคส่วนจําเป็นต้องร่วมกันวางแผนและเตรียมความพร้อมในการรับมืออย่างเป็นระบบ โดยต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการกําหนดแนวทางรับมือร่วมกันอย่างบูรณาการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพต้นทุน และการดูแลห่วงโซ่อุปทานให้สามารถดําเนินต่อได้อย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการภาครัฐใน 6 กลุ่มเป้าหมายที่กําลังจะออกมา ควรปรับเงื่อนไขการเข้าถึงความช่วยเหลือสําหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ํา (Soft Loan) หรือเงินกู้ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรยกระดับเรื่อง “การประหยัดพลังงาน” ให้เป็นวาระแห่งชาติ ผ่านมาตรการส่งเสริมอย่างเป็นระบบทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน ลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว และเร่งขับเคลื่อนภาคธุรกิจสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างเต็มรูปแบบ
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 18:42 341 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 17:21 100 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 17:18 117 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 17:16 135 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 17:12 95 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 17:08 104 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 17:06 117 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 17:04 109 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 17:03 120 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 16:02 132 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 15:59 150 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 15:39 96 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 15:36 156 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 15:21 166 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 15:12 112 views
ข่าว
8 มิ.ย. 2569 15:01 333 views