วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569
11 ก.พ. 2569 10:25 | 2174 view
โรคฝีดาษลิง หรือที่องค์การอนามัยโลกใช้ชื่อใหม่ว่า “เอ็มพอกซ์” (Mpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มออร์โธพอกซ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับไวรัสไข้ทรพิษ โรคนี้สามารถทําให้เกิดผื่นที่เจ็บปวด ต่อมน้ําเหลืองโต มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง และอ่อนเพลีย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ การแพร่กระจายของโรคฝีดาษลิงเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสผิวหนังโดยตรง การจูบ การมีเพศสัมพันธ์ หรือการอยู่ใกล้ชิดจนได้รับละอองจากการหายใจหรือการพูดคุย นอกจากนี้ยังสามารถติดเชื้อจากสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการติดเชื้อจากสัตว์สู่คนผ่านการถูกกัด ข่วน หรือการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อได้ อีกทั้งในหญิงตั้งครรภ์เชื้อยังอาจถ่ายทอดสู่ทารกในครรภ์หรือช่วงคลอดได้ด้วย หลังได้รับเชื้อ อาการมักเริ่มภายในช่วงประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่สามารถนานได้ถึง 1–21 วัน และโดยทั่วไปอาการจะดําเนินอยู่ราว 2–4 สัปดาห์ ผื่นของโรคมักเริ่มเป็นแผลราบก่อนพัฒนาเป็นตุ่มน้ําหรือแผลพุพองที่อาจคันหรือเจ็บ จากนั้นจะแห้งตกสะเก็ดและหลุดออก ผื่นสามารถเกิดได้หลายตําแหน่ง เช่น ใบหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ช่องปาก ลําคอ อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก บางรายอาจมีแผลเพียงไม่กี่จุด ขณะที่บางรายมีจํานวนมาก นอกจากนี้ยังอาจเกิดอาการเจ็บเวลาปัสสาวะ กลืนลําบาก หรือมีการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ได้ แม้ว่าผู้ป่วยจํานวนมากจะหายได้เอง แต่โรคฝีดาษลิงสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด สมองอักเสบ การติดเชื้อที่ดวงตาจนสูญเสียการมองเห็น หรือภาวะขาดน้ําและทุพโภชนาการจากการอาเจียนและท้องเสียได้ โดยกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง ได้แก่ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ควบคุมโรคได้ไม่ดี ในด้านการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาเฉพาะที่ได้ผลแน่ชัด การดูแลผู้ป่วยจึงเน้นการรักษาตามอาการ เช่น การลดไข้ บรรเทาอาการปวด ดูแลแผลผื่น ป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน และดูแลโภชนาการกับภาวะขาดน้ํา อย่างไรก็ตามมียาต้านไวรัสบางชนิดที่พัฒนาสําหรับไข้ทรพิษซึ่งถูกนํามาใช้รักษาผู้ป่วยบางรายได้ และยังมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคหรือช่วยลดความรุนแรงหากได้รับหลังสัมผัสเชื้อ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โรคฝีดาษลิงได้รับความสนใจทั่วโลกจากการระบาดในหลายภูมิภาค โดยการระบาดใหญ่ในปี 2022–2023 เกิดจากสายพันธุ์ย่อยหนึ่งของไวรัส และต่อมาในปี 2024 มีความกังวลเกี่ยวกับสายพันธุ์ที่รุนแรงมากขึ้นในบางพื้นที่ของแอฟริกา แม้ภายหลังองค์การอนามัยโลกจะยุติสถานะภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก แต่ยังคงเตือนว่าความเสี่ยงของโรคไม่ได้หมดไป และจําเป็นต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ํา ในปัจจุบันยังมีการรายงานผู้ป่วยประปราย สะสมตั้งแต่ปี 2565 จนถึงต้นปี 2569 มีผู้ป่วยสะสมกว่า 1,000 ราย โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ต่อเนื่องในกลุ่มเสี่ยง การป้องกันโรคฝีดาษลิงจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง แนวทางหลักคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นหรืออาการสงสัย ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าในพื้นที่เสี่ยง ล้างมือบ่อย ๆ และปรึกษาแพทย์เรื่องการฉีดวัคซีนเมื่ออยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีโอกาสสัมผัสเชื้อ การได้รับวัคซีนครบตามกําหนดสามารถช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยสําคัญ โดยสรุป โรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ยังคงเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขของโลก แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ความสามารถในการแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดและโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มเสี่ยงทําให้การรู้เท่าทันอาการ การป้องกันตนเอง และการเข้าถึงวัคซีนยังคงเป็นหัวใจสําคัญในการลดผลกระทบของโรคต่อสังคมในระยะยาว![]()
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 17:16 105 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 17:01 98 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 16:57 86 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 16:42 173 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 15:35 122 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 15:28 117 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 15:25 119 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 15:17 140 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 15:09 139 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 14:57 158 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 14:31 456 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 12:58 246 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 10:32 156 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 10:26 205 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 10:24 190 views
ข่าว
5 มิ.ย. 2569 10:22 167 views