วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569
29 ม.ค. 2569 15:18 | 1066 view
@ekapon
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอํานวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ �รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร.) เปิดเผยถึงบทลงโทษสําหรับคดี “อั้งยี่” - “ซ่องโจร” - “ร่วมกันหรือสนับสนุนฉ้อโกงประชาชนฯ” – “ฟอกเงิน” คนคุมม้าและม้ากดเงินสด ตระเวนถอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพิ่มโทษหนัก
สืบเนื่องด้วยมาตรการและความร่วมมือของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ, ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ในการตรวจสอบ ติดตาม และอายัดบัญชีม้าที่รวดเร็ว รวมถึงปัญหาสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบัน ซึ่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่สามารถนําตัวบัญชีม้าข้ามแดนไปสแกนหน้าทําธุรกรรมที่ประเทศเพื่อนบ้านได้ ทําให้ต่อมากลุ่มธุระจัดหาบัญชีม้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ “คอกม้า” ได้เปลี่ยนแผนมาใช้การตระเวนถอนเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ธนาคารและตู้ ATM โดยจะมีคนคุมผู้รับจ้างเปิดบัญชีม้า บางกรณีผู้คุมเป็นชาวจีน คุมม้ากดเงินจํานวนหลายคนสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาถอนเงินสด และส่งมอบให้ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อตัดตอนการติดตามเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง
ที่ผ่านมาทาง เจ้าหน้าที่ตํารวจแต่ละท้องที่ ภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้สืบสวน ,สกัดกั้น พร้อมทั้งติดตามจับกุมผู้กระทําความผิดดังกล่าวได้เป็นจํานวนมาก ซึ่งการจับกุมหลายๆครั้ง พบว่าทั้งผู้คุมม้าและเจ้าของบัญชีม้า มักจะอ้างว่าตนไม่มีส่วนรู้เห็น หรือเกี่ยวข้องใดๆ และไม่รู้ว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย ซึ่งในบางครั้งก็เป็นบัญชีม้าที่มีการจัดเตรียมไว้หลายบัญชี แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตํารวจจับกุมได้เสียก่อน และยังคงคิดว่าเป็นการกระทําความผิดฐานยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเท่านั้น
ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับตัวแทนจาก สํานักงานอัยการสูงสุด (อสส.), สํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และสัมมนาแลกเปลี่ยนข้อมูล การป้องกันปราบปราม การกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการฟอกเงิน ระหว่างวันที่ 19-20 มกราคม 2569 ที่ ห้องอยุธยา ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สํานักงานตรวจคนเข้าเมือง
จากการหารือและประชุมร่วมกันได้มีความเห็นร่วมกันว่า ในส่วนของคนคุมม้าและม้ากดเงินสด ที่ตระเวนถอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ถือว่าเป็นการกระทําที่มีการสมคบกันและเป็นการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อกระทําความผิดนี้ เป็นความผิดในข้อหาหนัก คือ
-ความผิดฐาน “อั้งยี่” (ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน140,000 บาท
-ถ้าเป็น “หัวหน้าอั้งยี่ ผู้จัดการ หรือผู้มีตําแหน่งในอั้งยี่” ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
-ความผิดฐาน “ซ่องโจร” (ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน100,000บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
ซึ่งตามฐานความผิดข้างต้น ถือว่าเป็นความผิดตั้งแต่มีการสมคบวางแผนกันแล้ว แม้ว่าบัญชีนั้นจะยังไม่ได้มีเงินจากผู้เสียหายโอนเข้ามาก็ตาม
-อีกทั้งความผิดฐาน “อั้งยี่” และ “ซ่องโจร” นี้ยังเป็นความผิดที่แยกกันกับความผิดหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นการกระทําซึ่งต่างกรรมต่างวาระกัน นอกจากจะโดนลงโทษตามกฎหมายนี้แล้ว ยังต้องรับโทษในฐานความผิดอื่นรวมด้วยอีก ทั้งความผิดฐาน “ร่วมกันหรือสนับสนุนฉ้อโกงประชาชนฯ” และความผิดฐานเกี่ยวการ “ฟอกเงิน” ซึ่งจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นหรือถูกหลอกมาไม่ได้และหากมีการรับเงินจากผู้เสียหายหลายราย ศาลยังพิพากษาแบ่งแยกเป็นรายกรรม ตามจํานวนครั้งของธุรกรรมและตามจํานวนผู้เสียหาย ทําให้เมื่อบวกโทษกันแล้ว อาจถูกพิพากษาให้ติดคุกหนักมากกว่า 100 ปี ก็เป็นได้
ตัวอย่างคําพิพากษาศาลฎีกา และคําพิพากษาศาล ซึ่งเกี่ยวข้องการการกระทําความผิดข้างต้น
- คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614/2568 ได้มีคําวินิจฉัยว่า ความผิดฐานอั้งยี่, ซ่องโจร เป็นความผิดสําเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนกัน แม้ยังไม่ลงมือกระทําการที่ได้สมคบกัน
- คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8591/2563 ได้มีคําวินิจฉัยว่า ความผิดฐานอั้งยี่, ซ่องโจร เป็นการกระทําต่างกรรมต่างวาระ กับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง, ร่วมกันฟอกเงิน สามารถฟ้องรวมกันได้
- คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2564 ได้มีคําวินิจฉัยว่า กระทําต่อผู้เสียหายต่างรายในต่างพื้นที่กัน เป็นการหลอกลวงแบบไม่เจาะจง หรือมุ่งหลอกเฉพาะผู้เสียหายเท่านั้น ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
- คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568 ได้มีคําวินิจฉัยว่า การหลอกลวงเพื่อให้ผู้เสียหายโอนเงินแต่ละครั้ง ภายใต้กลอุบายที่ต่างกัน ถือเป็นความผิดแยกกรรม
- คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1172/2566 ได้มีคําวินิจฉัยว่า ความผิดฐานฟอกเงิน เป็นความผิดแยกต่างหากจากความผิดมูลฐาน
- คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3957/2566 ได้มีคําวินิจฉัยว่า การถอนเงินจากบัญชี ถือว่าเป็นการแปรสภาพทรัพย์สิน เป็นความผิดฐานฟอกเงิน
- คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567 ได้มีคําวินิจฉัยว่า การรับจ้างเปิดบัญชีถือเป็นการสนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน แม้จําเลยจะอ้างว่าถูกหลอก แต่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้
- คําพิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา คดีหมายเลขดําที่ อ.319/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1230/2568 ได้มีคําพิพากษาลงโทษกลุ่มธุระจัดหาฯ และบัญชีม้า ซึ่งเป็นจําเลยในคดีแบ่งแยกเป็นรายกรรม จําคุกสูงสุด 119 ปี พร้อมสั่งคืนทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหาย จํานวน 39 ราย โดยพิจารณาจากการที่เจ้าหน้าที่ตํารวจสามารถติดตามผู้เสียหายมาเป็นพยานในคดีได้

ข่าว
6 มิ.ย. 2569 18:06 68 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 16:35 190 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 15:54 107 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 15:52 92 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 14:19 103 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 14:17 132 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 13:47 117 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 13:44 206 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 13:40 140 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 13:31 136 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 13:28 132 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 11:49 161 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 10:59 180 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 10:56 128 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 10:48 152 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 10:04 137 views