วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2568
3 เม.ย. 2568 13:54 | 246 view
@pracha
โกลาหลแน่! "ศิริกัญญา"นำทีมเศรษฐกิจ ปชน. จี้"รัฐบาล"รับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ คาดไทยตกอยู่สถาการณ์หนัก หากยังนิ่งเฉย เชื่อ GDP ต่ำกว่าเป้า 2% การลงทุนหยุดชะงัก เหตุนักลงทุนรอหายฝุ่นตลบก่อน จ่อชงญัตติด่วน 9 เม.ย. แต่คาดสู้ฝ่าย รบ.ดัน"ร่าง กม.กาสิโน"ไม่ได้ ด้าน"วีระยุทธ-สิทธิพล"แนะเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์ ทิ้งไพ่ทีละใบ ระวังสินค้าจีนทะลักรอบใหม่ คิดถึงผู้เสียประโยชน์
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา ทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ต่อกรณีนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา โดย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ประกาศล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ว่าจะตอบโต้ไทยด้วยการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากไทยอีก 36% เป้าประสงค์ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนหน้าที่เพียงต้องการลดการขาดดุล แต่ครั้งนี้ต้องการรายได้เข้ารัฐเพื่อทดแทนภาษีเงินได้ที่กำลังจะประกาศลด และต้องการให้นักลงทุนย้ายฐานกลับสหรัฐอเมริกา
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับผลกระทบต่อจีดีพีไทยในปี 2568 ขึ้นอยู่กับผลของการเจรจา จึงขอให้รัฐบาลใช้การเจรจาอย่างเร่งด่วนและรัดกุม เพราะหากไม่ทำอะไรเลยหรือการเจรจาไม่เป็นผล จะกระทบกับมูลค่าส่งออกรวมมากกว่า 1% ทำให้จีดีพีอาจหดตัวมากกว่า 1% จนต่ำกว่าเป้า 2% ได้ หากสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้เหลือ 25% จีดีพีจะลดลง 0.8% แต่ถ้าสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้ที่ขั้นต่ำสุดที่ทรัมป์ประกาศ 10% จีดีพีจะลดลงราว 0.3% สำหรับกลุ่มสินค้าคาดว่า สินค้าที่จะได้รับผลกระทบหนักคืออุปกรณ์สื่อสาร ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยางล้อ เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้า
อย่างไรก็ดี มิใช่เพียงภาคส่งออกเท่านั้น แต่การลงทุนของบริษัทต่างๆ ก็จะหยุดชะงักด้วย เพื่อรอให้ฝุ่นหายตลบถึงจะตัดสินใจลงทุนกันครั้งใหม่ ซึ่งต้องเรียกร้องให้มีการทบทวน โดยนำตัวเลขอื่นๆ ที่สหรัฐฯ ยังไม่นำมาคำนวณ เช่น ดุลบริการ ที่สหรัฐฯ ได้ดุลกับไทยอยู่แล้ว
ด้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค เสนอให้แยกผลกระทบออกเป็น 2 ส่วน คือ ผลทางตรง ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่พึ่งตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก คือ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ กลุ่มนี้จะได้รับผลรุนแรงรวดเร็ว เพราะเราส่งออกไปสหรัฐฯ รวมแล้ว 55,000 ล้านเหรียญ คิดเป็น 19% ของการส่งออกทั้งหมด และเกินดุลกับสหรัฐฯ ถึง 45,600 ล้านเหรียญ แม้การขยายตัวของการส่งออกช่วงไตรมาสแรกปีนี้ค่อนข้างดี เพราะบริษัทส่วนใหญ่เร่งส่งออกสินค้าไปสต็อกไว้ที่สหรัฐฯ ก่อน หนีความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษี ของจริงจะเกิดขึ้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป
นายวีระยุทธ ระบุว่า สิ่งที่อย่าละเลย คือ ผลกระทบทางอ้อม 3 ชั้น ที่ไม่ควรมองข้าม ชั้นที่ 1 สินค้าที่ส่งไปยังประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไทยส่งออกไปเม็กซิโก เพื่อประกอบส่งเข้าสหรัฐฯ อีกทีก็มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท ชั้นที่สอง การแข่งขันรุนแรงขึ้นในตลาดประเทศอื่นๆ จากการที่ผู้ส่งออกหนีจากตลาดสหรัฐฯ เช่น ในตลาดประเทศออสเตรเลีย ก็มีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เข้ามาชิงส่วนแบ่งของไทย ชั้นที่สาม คือ สินค้าขั้นกลางอย่างยางพาราและเม็ดพลาสติก ที่ไทยส่งออกไปจีนเพื่อเข้าตลาดสหรัฐฯ ยอดตรงนี้ก็จะตกลงไปด้วย
นายวีระยุทธ เสนอแนวทางการรับมือเฉพาะหน้าว่าไทยต้องเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์ "อย่าให้ทีเดียวหมด เก็บไพ่ในมือไว้ปล่อยทีละใบ" ตัวอย่างไพ่ใบสำคัญที่ไทยอาจนำมาเป็นกลยุทธ์ต่อรองได้ คือ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่ไทยมีอยู่ 166 มาตรการ ต้องเอามาจัดลำดับความสำคัญ ว่าแต่ละตัวหากเปิดให้สหรัฐฯ แล้วจะส่งผลต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยอย่างไร เลือกทำเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ก่อน เช่น เพิ่มสิทธิแรงงาน จากนั้นเปิดรับการนำเข้าแบบ "มียุทธศาสตร์" คือ เลือกสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลาย
ทั้งนี้ นายวีระยุทธ ย้ำว่า รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลผู้ได้เสียจากของที่จะเอาไปต่อรอง อย่ามุบมิบเจรจา อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับการเปิดเสรีกับจีนที่ผู้เสียประโยชน์ไม่รู้ตัวและไม่ได้รับความช่วยเหลือให้เตรียมพร้อมรับมือ และเหนืออื่นใด คือต้องเริ่มจินตนาการถึง "โลกที่ไม่มีอเมริกาและจีน" ว่าไทยจะปรับซัพพลายเชนแต่ละสินค้าอย่างไร เพื่อรับมือภาวะสงครามการค้าที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ
ด้าน นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวว่า รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับมือการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่จะรุนแรงขึ้นอีก หลายเรื่องรัฐบาลพูดมานานอยู่ในแผนที่จะทำ แต่ยังไม่มีกำหนดเสร็จชัดเจน เช่น การกำกับแพลตฟอร์ม การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์มีส่วนรับผิดชอบหากปล่อยให้มีการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์ม
นายสิทธิพล กล่าวว่าการเพิ่มจำนวนมาตรฐานบังคับเพื่อขยายความคุ้มครองประเภทสินค้าให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงและเจ้าหน้าที่สามารถยึดอายัดได้ สิทธิพลกล่าวว่า เรื่องเหล่านี้รัฐบาลพูดมาตั้งแต่กันยายนปี 2567 แต่ยังไม่มีการออกมาตรการมาบังคับใช้ เช่น เรื่องการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำถามคือเรื่องนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ ตราบใดที่ยังไม่เสร็จ รัฐก็ไม่มีประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมมาตรฐาน คุณภาพสินค้า การตรวจสอบภาษี ตลอดจนการลงโทษหากผู้ประกอบการต่างชาติกระทำผิด
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงการดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า วันนี้มีเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการจำนวนมาก ว่าถูกสินค้าจากต่างชาติทุ่มตลาด หลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด กระทั่งได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งภายใต้กระบวนการปัจจุบัน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการประสบความยากลำบากในการรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง รัฐจะสามารถช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกมากกว่านี้ได้อย่างไร เช่นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน
"เรื่องมาตรฐานบังคับ ผ่านมาครึ่งปี ที่อยู่ในลิสต์ว่าจะออกมาตรฐานก็มีจำนวนเท่าเดิม จำนวนที่เพิ่มและมีผลบังคับใช้แล้วมีเพียง 1 - 2 มาตรฐาน ความเร็วในอัตรานี้ ไม่เพียงพอต่อการกำกับสินค้าต่างชาติ นอกจากนี้ ยังควรเร่งรัด คือ การตรวจจับที่ด่านศุลกากรให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพราะเป็นด่านแรกของการที่สินค้าเหล่านี้เข้ามาในประเทศ แม้รัฐบาลจะบอกว่าปัจจุบันตรวจสอบหรือสกรีนเพิ่มขึ้นแล้ว บางช่องทางถึงขนาดบอกสกรีน 100% แต่การที่สินค้าเหล่านี้ยังรอด แสดงให้เห็นว่าการตรวจยังมีช่องโหว่"
เมื่อถามว่า ทางนายกรัฐมนตรีระบุว่าจะมีการไปเจรจาในสัปดาห์หน้า น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามที่จะเข้าไปเจรจากับผู้แทนการค้าของสหรัฐ แต่ก็ยังคงถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 36% อยู่ดี หากจะสร้างความมั่นใจจริงๆต้องมีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมให้ประชาชนเชื่อได้ว่าสามารถรับมือได้และเรามีไพ่ในมือเพียงพอที่จะไปเจรจาต่อรองกับเขาได้
"ดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลคำนึงถึงประชาชนต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมถึงมาตรการเยียวยาในระยะสั้นต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้านี้ เพราะวันเสาร์นี้จะขึ้น 10% วันพุธหน้าขึ้น 36% ดังนั้นยังมีประชาชนและSME อีกมาก ที่ไม่สามารถรับมือกับความโกลาหล ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐด้วย"
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนตั้งใจว่าจะยื่นญัตติด่วนเรื่องนี้เข้าสภาฯ ในวันที่ 9 เมษายน นี้ด้วยซ้ำ แต่คิดว่าคงสู้รบปรบมือกับรัฐบาลไม่ได้เนื่องจาก ฝ่ายรัฐบาลจะมีการเลื่อนญัตติวาระนำร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ เข้าสภาฯ ในวันที่ 9 เม.ย.เช่นกัน แต่ตนคิดว่าเรื่องนี้เร่งด่วนกว่ามาก และควรจะมีการพูดคุยอย่างเปิดเผยไม่ใช่มุบมิบกัน เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศมันรุนแรง และกว้างขวางมาก ซึ่งคงต้องประสานกับวิปรัฐบาลในเรื่องนี้ แต่ในส่วนของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจก็จะมีการรับเรื่องนี้ไปพิจารณากันต่อด้วย
ข่าว
4 เม.ย. 2568 09:21 19 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 20:02 175 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 19:59 148 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 18:10 185 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 16:02 154 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 15:49 219 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 14:39 171 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 14:11 146 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 13:54 247 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 13:49 205 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 13:26 201 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 12:17 216 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 12:17 221 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 12:14 218 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 11:54 209 views
ข่าว
3 เม.ย. 2568 11:51 194 views