×
Live หน้าหลัก ทันเหตุการณ์ ทั่วไป ข่าวพระราชสำนัก คุณภาพชีวิต อาชญากรรม อาชญากรรมและมิจฉาชีพ เศรษฐกิจ ต่างประเทศ กีฬา สิ่งแวดล้อม ทหาร การเมือง ภูมิภาค บทความ บันเทิง Life แฟชั่นและความงาม อาหารและสุขภาพ ไอที ท่องเที่ยวและวัฒนธรรม การเงินและการลงทุน โชคชะตาและความเชื่อ กิจกรรม ททบ. กิจกรรม ทบ. แนะนำรายการ หน่วยงานและเอกชน พอดแคสด์ FM94 ศูนย์ข่าววิทยุ ติดต่อเรา

วันที่ 14 มิถุนายน 2569

?>

นายกฯขอแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย บอกเงินเฟ้อยังไม่มากทำได้

 19 ก.พ. 2568 12:52 | 682 view

 @pracha

Facebook X Share

"นายกฯอิ๊งค์"ย้ำทุกภาคส่วนต้องร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจไทย ขอแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย บอกเงินเฟ้อยังไม่มากทำได้ เร่งแก้หนี้ครัวเรือนให้จบปลายมีนาฯ ชี้การเปลี่ยนแปลงต้องมีคอมเมนต์ นี่คือประชาธิปไตย บอกปัญหาคอลเซ็นเตอร์ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต้องใช้ความร่วมมือ รับเรื่องต่างประเทศเซนซิทีฟ ต้องรอบคอบก่อนพูด

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "เชื่อมั่นประเทศไทย" ในงานสัมมนา "Matichon Leadership Forum 2025 Trust Thailand : เชื่อมั่นประเทศไทย" ที่สำนักพิมพ์มติชน จัดขึ้น โดยเมื่อมาถึงนายกฯ ได้เยี่ยมชมบูธจำหน่ายหนังสือของมติชน พร้อมอุดหนุนหนังสือ "ประชุมลับกับธงทอง" ของ นายธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และหนังสือ "นิทานการเงิน"

จากนั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า เป็นโอกาสอันดีที่ได้มาเล่าให้ประชาชนฟังว่า เรากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง ประเทศของเราผ่านอะไรมาบ้างและเจออะไรมาบ้าง ต่างประเทศมองเราอย่างไร และเรามีแผนอะไรต่อไปในอนาคต ตลอดปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้เผชิญกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ มากมาย เศรษฐกิจยังไม่มีเงินในระบบยังฝืดเคือง แต่มีสัญญานที่ดีมากในปลายปี ตัวเลขจีดีพี ปี 2567 ขยายตัวขึ้น 2.5% มากกว่าเป้าที่วางไว้ที่ 2% จากปี 2566 การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเกิดผล การบริโภคภายในขยายตัว ตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากมาตรการฟรีวีซ่า และความเชื่อมั่นในการดูแลนักท่องเที่ยว และในปี 2568 รัฐบาลตั้งเป้าให้จีดีพีเติบโตขึ้นที่ 3% โดยที่แรงขับเคลื่อนที่สำคัญของการลงทุนของภาคเอกชนที่เพิ่มมา คือ การใช้จ่ายของประชาชน และภาครัฐต้องขับเคลื่อนงบลงทุน แต่การนำตัวเลขเศรษฐกิจไทยเทียบกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนว่ามีตัวเลขที่ต่ำที่สุด มองว่ายังดูปัจจัยไม่ครบทั้งภายในภายนอก เช่น ประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ของไทยไม่ได้มีการพัฒนามาหลายปี สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจหลายอย่างไม่เพียงพอ ธนาคารยังปล่อยกู้ไม่มากพอ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง ส่งผลให้เกิดการฝืดเคืองทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มเอ ที่ถือเป็น 75% ของประเทศ หากกลุ่มนี้ยังไม่มีสินเชื่อมาพัฒนา เศรษฐกิจของเขาก็จะยังไม่มีการพัฒนาและขยายตัว ก็ต้องขอความช่วยเหลือช่วยกันทุกภาค

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า งบประมาณของรัฐยังไม่เพียงพอ และจะถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำตนบอกทุกคนว่าให้รัดเข็มขัด ในเรื่องของงบประมาณ แต่เราต้องทำเรื่องการลงทุนควบคู่ไปด้วย ทำให้เม็ดเงินต่างๆ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป็นสิ่งที่ต้องจัดการให้ดี ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาในอนาคต และวันนี้เพดานกู้แทบไม่เหลือ รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศเจอปัญหาเหล่านี้ แต่พยายามหาทางออกในมุมต่างๆ ยังไม่ได้ทำการตลาดจุดแข็งของประเทศเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ พอการลงทุนจากต่างชาติหรือเม็ดเงินจากต่างประเทศไม่เข้ามา การขยับเป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น ปัญหาเหล่านี้ต้องใช้เวลาตั้งแต่รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ก็พยายามดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เสนอการทำตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติทำให้ยอดการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 35% หรือประมาณ 1.14 ล้านๆ บาท คิดเป็น 5% ของจีดีพี เป็นสิ่งที่ขยับและเห็นผล โดยจะเร่งให้เม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบ รวมถึงมีมาตรการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเพื่อเอ็สเอ็มอี การดึงอุตสากรรมใหม่เข้าประเทศ การสร้างสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยวางแผนจะทำในทุกจังหวัดให้ประเทศไทยไม่มีโลซีซั่น และมาตรการเร่งด่วน รัฐบาลได้พูดคุย และอยากจะขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่มีกำไร เข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องด้วยการปล่อยกู้ให้กับคนไทยให้มีสภาพคล่องให้การพัฒนาธุรกิจของตัวเอง และอีกเรื่องคือ ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาลดดอกเบี้ย เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ซึ่งเรื่องนี้สามารถทำได้ เพราะเงินเฟ้อยังน้อยอยู่

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า รัฐบาลมีมาตรการแก้ปัญหาหนี้สินต่างๆ ออกมา เช่น หนี้สินครัวเรือน ที่เป็นปัญหาและอุปสรรค์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ทำโครงการ "คุณสู้เราช่วย" มุ่งช่วยเหลือหนี้สินเชื่อบ้าน รถยนต์ และธุรกิจเอสเอ็มอี ตัวเลขสำหรับการแก้หนี้ครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา มีการยกหนี้รายย่อยไปแล้วกว่า 8.3 แสนบัญชี ทำให้ลูกหนี้กลุ่มนี้หลุดออกจากการติดเครดิตบูโรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอีกครั้ง ตนก็สานต่อเรื่องนี้มีกลุ่มลูกหนี้ค้างอยู่ 2.6 แสนบัญชี จะทำให้จบในวันที่ 15 มี.ค.นี้ และยังขอให้กระทรวงการคลังหารือกับแบงค์ชาติพัฒนาโครงการคุณสู้เราช่วย ให้ครอบคลุมถึงกลุ่มลูกหนี้เข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งมาตรการน่าจะออกมาปลายเดือน มี.ค.นี้

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลจะผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อจุดประสงค์ในการลดระยะเวลาการขนส่งสินค้า และจากการที่ตนไปเยือนจีนมา เขาได้สนับสนุนในเรื่องนี้ เขาขอข้อมูลเพิ่มเติม และสนใจเรื่องการลงทุนด้วย นี่เป็นสิ่งที่เราต้องทำต่อ นี่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จีนให้ความสนใจ ซึ่งการขนส่งแลนด์บริดจ์ถ้าเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ประหยัดเวลาการขนส่ง เช่น ขนส่งผลไม้จะลดระยะเวลา 4 วัน จะทำให้ส่งผลไม้ได้มากและสดใหม่ขึ้น ซึ่งเราคิดตัวเลขแล้วสามารถประหยัดต้นทุนได้ถึง 15%

นายกฯ กล่าวอีกว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ จ.สงขลา ยังมีคำถามว่า เราจะสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์อย่างไร และมีคนมาต่อต้าน อันนี้ไม่แปลก เมื่อประเทศของเราจะมีการเปลี่ยนแปลง มีการเพิ่มเติม จะต้องมีคนมาคอมเมนต์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นั่นคือระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว รัฐบาลตระหนักถึงข้อนี้ดีและพร้อมรับฟังทุกคน และต้องการมีเวลาอธิบายว่าทำไมโครงการใหญ่ๆ อย่างนี้ถึงต้องการสนับสนุนต่อ บางเรื่องรัฐบาลไม่อยากมองเป็นภาพเล็ก หรือแก้ปัญหาได้ภายใน 1 ปี หรือปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วแค่ปีนี้ แต่ปีหน้าจะเกิดขึ้นใหม่ เราไม่อยากมองปัญหาระยะสั้นอย่างนั้น

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ เรายังส่งเสริมการลงทุนของคนไทยให้ไปต่างประเทศ โดยพยายามทำ FTA กับทุกประเทศในยุโรป

นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อันนี้เป็นปัญหาที่ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนที่ถูกหลอกหมดตัว บางคนถึงขั้นจบชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป และจากที่รัฐบาลมีการตัดไฟ และการขนส่งน้ำมันไปยังเมียนมา เรื่องนี้ได้รับคำชมจาก นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประโยคแรกเลยว่ารัฐบาลจัดการได้เด็ดขาด และทางจีนพร้อมให้ความร่วมมือเข้ามาช่วยเหลือเรื่องนี้ต่ออย่างจริงจังและเป็นรูปแบบ ซึ่งดีมากที่เราสามารถช่วยกันในเรื่องนี้ได้ โดยตอนที่เราตัดไฟไปมีตัวเลขออกมาที่เป็นผลจากการกดดันของรัฐบาลไทย ทำให้ทางฝั่งเมียนมาปล่อยตัวส่งคืนเหยื่อที่ไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 300 กว่าคน แต่ก็ยังมีอีกประมาณ 7,000 คน ที่รอการปล่อยตัว ซึ่งตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ระหว่างประเทศ โดยมีรายงานว่าใช้ไฟฟ้าลดลง 40% นี่ถือเป็นความสำเร็จอย่างมาก

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออก พระราชกำหนดมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางออนไลน์และเทคโนโลยี โดยกฎหมายนี้จะให้บริษัทโทรคมนาคม และธนาคารพาณิชย์ ร่วมกันรับผิดชอบแก่ผู้เสียหายด้วย เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เราทำงานร่วมกัน ไม่อย่างนั้นรัฐบาลออกกฎมาอย่างเดียวก็ไม่ได้ และคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่เห็นผลเร็วๆ นี้ ทำให้การจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นไปได้อย่างประสิทธิภาพมากขึ้น ท้ายที่สุดตนอยากย้ำในเรื่องความเชื่อมั่นของประเทศไทย แน่นอนว่ารัฐบาลเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความเชื่อมั่นของทั้งต่างประเทศและคนในประเทศ ซึ่งความเชื่อมั่นทั้งหมดนั้นไม่ได้มาจากรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่มาจากความร่วมมือทุกภาคส่วน ขอเพิ่มเติมว่าการที่เราสามารถติดต่อกับต่างประเทศ ความร่วมมือเรื่องคอลเซ็นเตอร์ เป็นเรื่องของรัฐบาลกับรัฐบาลด้วยกันติดต่อประสานงานกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละอ่อนไหว เราไม่สามารถผิดขั้นตอนข้อตกลงระหว่างประเทศ (โปรโตคอล) เช่น บางทีตนโดนถามเรื่องต่างประเทศ ก็ยังไม่สามารถตอบได้ทันที เพราะว่าสิ่งที่เป็นโปรโตคอล เขาจะนับว่าตัวนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ ไม่ว่าจะพูดอะไร สัมภาษณ์ที่ไหน สิ่งนั้นจะถือเป็นสิ่งที่ใช่แล้วตกลงแล้ว เพราะฉะนั้นบางเรื่องที่เกี่ยวกับต่างประเทศ ตนยังต้องปรึกษา รมว.การต่างประเทศ ว่าเรื่องดังกล่าวสามารถพูดได้หรือไม่ ละเอียดอ่อนมากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้สามารถเปิดเผยระหว่างประเทศได้หรือยัง นี่คือสิ่งที่จำเป็น

นายกฯ กล่าวว่า เรื่องคอลเซ็นเตอร์เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลกับรัฐบาลต้องร่วมมือกันให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพที่ดีกับทั้งสองประเทศ ฉะนั้น ความเชื่อมั่นเหล่านี้ไม่ได้เกิดแค่จากฝั่งรัฐบาล ต้องเกิดจากภาคเอกชนและประชาชนด้วย ถ้าทุกคนร่วมมือกัน เราก็จะมีประเทศที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจ และมีสังคมที่ปลอดภัยในอนาคต และตนจะเดินหน้าการเดินสายต่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามา อย่างไรก็ตาม จีดีพีของประเทศ หรือความเป็นอยู่ของประชาชน ก็ต้องค่อยๆ ดีขึ้นเป็นลำดับอย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนมีความเชื่อมั่น มีกำลังใจว่ารัฐบาลเห็นทุกปัญหาของทุกพื้นที่ และพร้อมสนับสนุนประชาชนและภาคเอกชนอย่างเต็มที่

เป็นเพื่อนกับบัญชีทางการ LINE ของเราเพื่อรับข่าวสารล่าสุดและอีกมากมาย!

เพิ่มเพื่อน

ทันเหตุการณ์

ข่าว

ในหลวง โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเกียรติยศ "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" เศวตฉัตร ๗ ชั้น - กางกั้นพระโกศ

13 มิ.ย. 2569 19:55 112 views

ข่าว

ภาพแห่งความอาลัย...ตลอดเส้นทางส่งเสด็จ

13 มิ.ย. 2569 17:43 128 views

ข่าว

"องค์หริภา" โพสต์อาลัยสุดซึ้งถึง "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" ทรมานแค่ไหนที่ต้องอยู่โดยไม่มีพี่

13 มิ.ย. 2569 17:40 202 views

ข่าว

พสกนิกรพร้อมใจรอส่งเสด็จ "พระองค์ภา"เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยความอาลัย

13 มิ.ย. 2569 15:11 178 views

ข่าว

คลังเตือน 1.3 ล้านคน รีบยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ภายใน 21 มิ.ย.

13 มิ.ย. 2569 13:31 200 views

ข่าว

เหตุไม่ปกติในเที่ยวบินพระสันตะปาปา ต้องเปลี่ยนเครื่องกลางทาง

13 มิ.ย. 2569 13:01 166 views

ข่าว

พระหัตถ์แห่งเมตตา ความทรงจําของบัณฑิตตัวเล็ก ที่ได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่

13 มิ.ย. 2569 12:41 173 views

ข่าว

วัดพัชรกิติยาภาราม แสงแห่งพระกรุณา สู่พื้นที่คืนคนดีให้สังคม

13 มิ.ย. 2569 12:35 181 views

ข่าว

"มัลลิกา" ลุยหาเสียง ชูนโยบาย Street Food Paradise

13 มิ.ย. 2569 12:32 146 views

ข่าว

ยกเลิก "สถานศึกษาสีขาว" ตัดภาระงานรูปเล่ม-คืนครูสู่ห้องเรียน

13 มิ.ย. 2569 12:30 163 views

ข่าว

ขนส่งเปิดเสาร์พิเศษ! เปิดบริการทําใบอนุญาตขับรถสาธารณะนอกเวลาราชการ

13 มิ.ย. 2569 12:28 161 views

ข่าว

กรมการปกครอง ลุยเชิงรุก "เคาะประตูบ้าน" ดันยอดลงทะเบียนบัตรคนจนพุ่ง 71%

13 มิ.ย. 2569 12:24 155 views

ข่าว

กระหึ่มโลก! ‘ลิซ่า BLACKPINK’ สร้างประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลก 2026

13 มิ.ย. 2569 10:58 228 views

ข่าว

ขสมก. จัด Shuttle Bus ฟรี 6 เส้นทาง เชื่อมสนามหลวงร่วมพิธีพระศพ

13 มิ.ย. 2569 10:57 222 views

ข่าว

กทม. สั่งจัดระเบียบพื้นที่ รองรับประชาชนร่วมส่งเสด็จและสรงน้ําพระศพ

13 มิ.ย. 2569 10:54 208 views

ข่าว

เรือนจําเขาระกําตราด ต้นแบบพระกรุณา จากพื้นที่คุมขังสู่พื้นที่สร้างชีวิต

13 มิ.ย. 2569 10:45 176 views