'นายกฯโมดี'เปิดเกมพึ่งตนเองสู้ศึก'ภาษีทรัมป์' เรียกร้องใช้สินค้า'เมด อิน อินเดีย'

สํานักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านําเข้าจากอินเดียในอัตราร้อยละ 25 มีผลตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม และเก็บเพิ่มอีกร้อยละ 25 มีผลตั้งแต่วันนี้ (27 ส.ค.) โดยอ้างว่าเพื่อลงโทษอินเดียที่นําเข้าน้ํามันจากรัสเซีย รวมเป็นร้อยละ 50 กับสินค้าประเภทสิ่งทอ อัญมณี รองเท้า เครื่องกีฬา เฟอร์นิเจอร์ และสารเคมี

ล่าสุดรัฐบาลอินเดียจึงต้องเร่งหามาตรการรองรับ ซึ่งทาง นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศระหว่างวันชาติอินเดียว่าจะมี "ของขวัญใหญ่ในวันดิวาลี" เป็นการ ปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมย้ําแนวคิด "ทําในอินเดีย-ใช้ของอินเดีย" และเรียกร้องให้ร้านค้าเล็กๆ ติดป้าย "Swadeshi" (ผลิตในอินเดีย) เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในการพึ่งพาตนเอง

อินเดียพยายามผลักดันการผลิตภายในมาหลายปี แต่สัดส่วนภาคอุตสาหกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังติดอยู่ราว 15% 'โมดี' จึงหันมาใช้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นกําลังซื้อ หลังจากเมื่อต้นปีประกาศลดภาษีเงินได้มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ ล่าสุดรัฐบาลเตรียมปฏิรูประบบภาษีทางอ้อม ด้วยการลดภาษีสินค้าและบริการ (Goods & Service Tax) ให้เหลือเพียง 2 ขั้นตอน เพื่อลดความซับซ้อนและกระตุ้นการใช้จ่าย

นักวิเคราะห์จาก Jeffries และ Morgan Stanley ประเมินว่ามาตรการนี้จะอัดฉีดกําลังซื้อได้ราว 20,000 ล้านดอลลาร์ กระตุ้นการบริโภคซึ่งคิดเป็นเกือบ 60% ของจีดีพีอินเดีย โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในสินค้าบริโภค เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ขนาดเล็ก เสื้อผ้า ไปจนถึงปูนซีเมนต์ที่มีความต้องการสูงช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางอินเดียอาจลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อหนุนการกู้ยืม หลังจากเพิ่งปรับลดมาแล้ว 1% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ จะทวีความรุนแรง จนการเจรจาการค้าต้องยกเลิก แต่ตลาดหุ้นอินเดียกลับตอบรับเชิงบวก และอินเดียยังได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจาก S&P Global เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้จะมีมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจอินเดียยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะภาษี 50% ของสหรัฐฯ ที่เปรียบได้กับ “มาตรการคว่ําบาตรทางการค้า” ระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้แทบไม่น่าเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้

ภาพ---- เอพี