ก่อนจะมีแสงไฟบนเวทีใหญ่ ก่อน Golden Buzzer จาก Mel B และก่อนผู้ชมทั่วโลกจะรู้จักชื่อ Nene Royal มีชายชาวอเมริกันคนหนึ่งเห็นความพิเศษของเธอตั้งแต่วันที่ยังสวมชุดนักเรียนยืนเล่นกีตาร์อยู่ในตลาด
เขาคือ จอน เอลรอน (Jon Elron) ผู้จัดการของเนเน่ และหนึ่งในคนสำคัญที่ช่วยวางเส้นทางอาชีพให้เธอตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ สยามทาวน์ยูเอส จอนเปิดเรื่องราวเบื้องหลังตั้งแต่วันแรกที่ได้พบเนเน่ ไปจนถึงวันที่เด็กหญิงจากภูเก็ตก้าวขึ้นเป็นร็อกเกอร์สาววัย 16 ปีบนหนึ่งในเวทีประกวดความสามารถที่ใหญ่ที่สุดของโลก
จุดเริ่มต้นจากเสียงกีตาร์กลางตลาด

เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นช่วงต้นปี 2023
จอนเดินทางมาเมืองไทยกับภรรยา หลังจากก่อนหน้านั้นใช้ชีวิตในสหรัฐฯ และทำงานด้านธุรกิจ การสร้างบริษัท รวมถึงสตาร์ทอัพหลายแห่ง
ระหว่างเดินอยู่ในตลาดแห่งหนึ่งที่ภูเก็ต ทั้งคู่ได้ยินเสียงดนตรีร็อกดังมาแต่ไกล จึงเดินตามเสียงนั้นไป
สิ่งที่พบคือเด็กหญิงวัยประมาณ 12 ปีในชุดนักเรียน กำลังร้องและเล่นกีตาร์เพลง “Enter Sandman” ของ Metallica
เด็กคนนั้นคือเนเน่
จอนยอมรับว่า สิ่งที่ทำให้เขาสนใจไม่ใช่เพียงทักษะกีตาร์หรือพลังเสียง แต่คือบุคลิกบนเวที ความจริงใจ และแรงดึงดูดบางอย่างที่หาได้ยากในศิลปินทั่วไป
เขาจึงเข้าไปพูดคุยกับครอบครัว พร้อมบอกตรงๆ ว่าเชื่อว่าเด็กคนนี้สามารถไปได้ไกลกว่าการเล่นดนตรีในตลาด
ตอนนั้นเนเน่ยังใช้ชื่อในการแสดงว่า “Angel of Music Rock” และมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียไม่มากนัก
แต่สำหรับจอน เขาเห็นภาพบางอย่างไกลกว่านั้นแล้ว
ครอบครัวคือคนสำคัญที่สุดของเส้นทางนี้

จอนย้ำหลายครั้งว่า ความสำเร็จของเนเน่ไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว
หนึ่งในแรงสนับสนุนสำคัญที่สุดคือครอบครัว โดยเฉพาะคุณพ่อที่เดินทางไปกับลูกสาว สนับสนุนการฝึกซ้อม การแสดง และอยู่ข้างเธอมาโดยตลอด
จอนเล่าว่า คุณพ่อของเนเน่เคยบอกเขาว่า เขาคือคนนอกครอบครัวคนแรกที่เชื่ออย่างจริงจังว่าเนเน่มีศักยภาพมากแค่ไหน และไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำพูด แต่ลงมือช่วยสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นจริง
สำหรับจอน คำพูดนั้นกลายเป็นหนึ่งในประโยคที่มีความหมายกับเขามากที่สุด
AGT ไม่ใช่เป้าหมายแรก แต่เป็นเวทีที่เขาเชื่อว่าเนเน่คู่ควร
แม้จะมองเห็นศักยภาพของเนเน่ตั้งแต่แรก แต่จอนไม่ได้พาเธอมุ่งตรงเข้าสู่ America’s Got Talent ทันที
สิ่งที่ต้องทำก่อนคือการสร้างรากฐาน
ตั้งแต่พัฒนาตัวตนทางดนตรี วางภาพลักษณ์และแบรนด์ Nene Royal สร้างฐานผู้ชม ไปจนถึงการคิดเส้นทางระยะยาวในฐานะศิลปินระดับนานาชาติ
เมื่อทุกอย่างเริ่มพร้อม เขาจึงมองไปที่ AGT
เหตุผลที่เลือกเวทีนี้ แทนที่จะเริ่มจากรายการประกวดในประเทศไทย จอนตอบชัดว่า เพราะเขาเชื่อว่าเนเน่มีศักยภาพสำหรับเวทีระดับโลก
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียง “การเข้าประกวด” แต่เป็นการพาเธอออกไปให้ผู้ชมต่างประเทศได้รู้จัก
อีกสิ่งที่จอนให้ความสำคัญคือ เนเน่ต้องยังคงเป็นเด็กไทยที่ภูมิใจในรากเหง้าของตัวเอง แม้กำลังเดินเข้าสู่ตลาดโลก
กว่าจะได้ AGT ต้องสมัครมากกว่าหนึ่งครั้ง
อีกเรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้คือ โอกาสจาก AGT ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่การพยายามครั้งแรก
จอนยืนยันว่า ทีมของเนเน่พยายามมากกว่าหนึ่งครั้ง กว่าจะได้รับโอกาสเข้าสู่รายการ
เขามองว่าเวทีระดับนี้ไม่ได้อาศัยพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งความอดทน การทำงานอย่างต่อเนื่อง และต้องพร้อมทันทีเมื่อโอกาสมาถึง

วันที่ได้รับเลือกเข้าสู่ AGT คุณพ่อของเนเน่ยังบอกกับเขาว่า ไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นจริง
คำตอบของจอนมีเพียงว่า
“ทุกอย่างเป็นไปได้”
เบื้องหลังค่าใช้จ่าย ใครเป็นคนดูแล?
ในส่วนการเดินทางมายังสหรัฐฯ จอนอธิบายว่า AGT รับผิดชอบค่าเครื่องบินและโรงแรมสำหรับเนเน่และคุณพ่อ
ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง เขาเป็นผู้ช่วยรับผิดชอบและจัดการ เพื่อให้ทั้งสองคนสามารถโฟกัสกับการแข่งขันได้เต็มที่
แต่เขาย้ำว่า สิ่งที่ทุ่มเทให้เนเน่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ AGT เท่านั้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาใช้ทั้งเวลา ทรัพยากร ประสบการณ์ทางธุรกิจ และเครือข่าย เพื่อช่วยสร้างโอกาสและวางเส้นทางอาชีพให้กับเธอ
หน้าที่ของผู้จัดการ ไม่ใช่สร้าง “เนเน่ในแบบของคนอื่น”
จอนมีพื้นฐานด้านดนตรีอยู่บ้าง เขาเล่นกีตาร์และชื่นชอบดนตรีร็อกมาตั้งแต่วัยหนุ่ม
เมื่อถึงขั้นตอนเลือกเพลง เขาจึงมีส่วนในการให้คำแนะนำ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่กำหนดว่าเนเน่ต้องเป็นศิลปินแบบไหน
เขามองว่าหน้าที่สำคัญกว่าคือ ตั้งคำถามว่าเพลงแต่ละเพลงเหมาะกับตัวตนของเธอหรือไม่ เปิดโอกาสให้เห็นทั้งเสียงร้องและทักษะกีตาร์หรือไม่ และพาเธอเข้าใกล้ศิลปินในแบบที่อยากเป็นหรือไม่
เป้าหมายของจอนคือ

ให้คนดูได้เห็น “เนเน่ตัวจริง” ไม่ใช่ตัวตนที่ถูกใครสร้างขึ้นมา
คำแนะนำก่อนขึ้นเวที — “เป็นตัวเอง”
ตลอดการแข่งขัน คำแนะนำหลักของจอนไม่ได้ซับซ้อน
เขาบอกเนเน่อยู่เสมอว่า ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อทำให้ใครประทับใจ
สิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นอยู่แล้วคือพรสวรรค์ บุคลิก และความสุขที่เกิดขึ้นจริงเวลาขึ้นเล่นดนตรี
ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องเพลง การนำเสนอ และความกดดันจากการแข่งขัน แต่สุดท้ายจอนจะย้ำให้เธอเชื่อในการเตรียมตัว สนุกกับช่วงเวลาบนเวที และแสดงให้ผู้ชมเห็นว่าเธอเป็นใคร
อีกเรื่องที่เขาพยายามทำให้เนเน่เข้าใจคือ
ผลการแข่งขันเพียงครั้งเดียวไม่ควรเป็นตัวกำหนดคุณค่าของศิลปิน
สำหรับจอน AGT เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเส้นทางที่ใหญ่กว่านั้น
วันที่ Mel B กด Golden Buzzer
หนึ่งในช่วงเวลาที่จอนไม่มีวันลืม คือการแสดงเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden ในรอบ Quarterfinals
ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า Mel B จะกด Golden Buzzer หรือไม่
แต่จอนเชื่อว่าเนเน่มีศักยภาพมากพอที่จะสร้างการแสดงระดับนั้นได้
เมื่อปุ่มทองถูกกดและเนเน่ได้สิทธิ์เข้าสู่รอบชิงทันที จอนยอมรับว่าเขาร้องไห้
ไม่ใช่เพียงเพราะผลการแข่งขัน แต่เพราะภาพตรงหน้าทำให้ย้อนนึกถึงเด็กหญิงในชุดนักเรียนที่เคยยืนเล่นกีตาร์ในตลาดภูเก็ตเมื่อหลายปีก่อน
วันนั้น คนดูนับล้านเริ่มมองเห็นสิ่งที่เขาเคยมองเห็นมาตั้งแต่วันแรก
แรงเชียร์จากคนไทยในลอสแอนเจลิส
อีกภาพที่ทำให้จอนประทับใจอย่างมาก คือแรงสนับสนุนจากชุมชนชาวไทยในลอสแอนเจลิส
เขารู้อยู่แล้วว่าคนไทยจำนวนมากติดตามและภูมิใจในเนเน่ แต่การได้เห็นผู้คนเดินทางมาเชียร์เธอถึงสถานที่จัดการแข่งขัน ทำให้รู้สึกว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่าการประกวดของเด็กคนหนึ่ง
สำหรับเขา คนไทยกำลังมองเนเน่ในฐานะศิลปินสาวจากประเทศไทยที่กำลังยืนอยู่บนหนึ่งในเวทีบันเทิงระดับโลก
และแม้จะอยู่ห่างบ้านหลายพันไมล์ เธอก็ยังรู้ว่ามีคนไทยยืนอยู่ข้างหลัง
แฟนบางส่วนไม่อยากให้ชนะ เพราะห่วงเรื่องสัญญา
อีกประเด็นที่ถูกถามตรงๆ คือเสียงจากแฟนชาวไทยบางส่วนที่มองว่า การได้แชมป์ AGT อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด หากมีข้อผูกพันทางธุรกิจตามมา

จอนตอบว่า เขาเข้าใจความกังวลดังกล่าว เพราะมาจากความหวังดีของแฟนๆ
หน้าที่ของเขาในฐานะผู้จัดการคือมองให้นานกว่าการแข่งขันครั้งนี้ และพิจารณาว่าอะไรดีที่สุดสำหรับอาชีพของเนเน่ในระยะยาว
ดังนั้นไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาแบบไหน ทุกโอกาสหลังจากนี้จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยยึดประโยชน์และอนาคตของเนเน่เป็นหลัก
“ผมไม่ได้มองว่าตัวเองแค่ช่วยเธอ”
เมื่อถูกถามว่า เขาหวังอะไรจากการทุ่มเทให้เนเน่มากขนาดนี้ จอนบอกว่า ไม่เคยมองความสัมพันธ์นี้ในมุมของการที่คนหนึ่งเป็นผู้ให้ความช่วยเหลืออีกคน
ทุกอย่างเริ่มจากความเชื่อในพรสวรรค์ของเด็กคนหนึ่ง ก่อนพัฒนาเป็นความผูกพัน ความไว้วางใจ และความร่วมมือทางอาชีพระหว่างเขา เนเน่ และครอบครัว
แต่จอนย้ำว่า ไม่มีผู้จัดการคนใดสามารถสร้างศิลปินให้ประสบความสำเร็จได้เพียงลำพัง
คนที่ต้องทำงานหนักที่สุดคือเนเน่
เธอคือคนฝึกซ้อม ขึ้นเวที รับแรงกดดัน และทำผลงานจริงต่อหน้าผู้ชม
ขณะที่ครอบครัวคือคนที่มอบทั้งความรัก ความมั่นคง และแรงสนับสนุนให้เธออยู่ตลอดเส้นทาง
กอดหลังเวทีที่ไม่ต้องพูดอะไร
หนึ่งในความทรงจำที่จอนเล่าด้วยความรู้สึกมากที่สุด เกิดขึ้นหลังการแสดงครั้งสำคัญของเนเน่
วันนั้นเขายืนดูอยู่ข้างเวที และรู้สึกว่าการแสดงของเธอออกมาดีกว่าการซ้อมทุกครั้ง
เขาร้องไห้ตลอดโชว์
เมื่อเนเน่กลับเข้ามาหลังเวที เธอเห็นเขายืนร้องไห้อยู่ และตัวเธอเองก็น้ำตาไหลเช่นกัน
ทั้งคู่เดินเข้าหากันแล้วกอดกันอยู่พักหนึ่ง
ไม่มีคำพูด

เพราะสำหรับคนสองคนที่เดินทางร่วมกันมาตั้งแต่ตลาดเล็กๆ ในภูเก็ต จนมาถึงเวทีระดับโลก ช่วงเวลานั้นแทบไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก
รอบชิงจะเป็น “เนเน่ที่เป็นเนเน่”
สำหรับการแสดงรอบชิงชนะเลิศ จอนยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด
เขาบอกเพียงว่า สิ่งที่ทำมาตลอดหลายปีได้นำเนเน่มาถึงช่วงเวลานี้แล้ว
และไม่ว่าบนเวทีจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ผู้ชมจะได้เห็นคือ “เนเน่ที่เป็นเนเน่”
จริงใจ ชัดเจน และเป็นตัวเอง
เขาเชื่อว่าเป็นการแสดงที่คนดูจะจดจำ
AGT เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ปลายทาง
คำตอบสุดท้ายของจอนอาจสะท้อนภาพทั้งหมดของเรื่องนี้ได้ชัดที่สุด
เขาไม่เคยมอง America’s Got Talent เป็นจุดหมายสูงสุดของเนเน่
หลังการแข่งขัน เป้าหมายคือการพัฒนาเธอต่อในฐานะศิลปินเต็มตัว ทั้งการสร้างเพลงต้นฉบับ ขยายฐานผู้ชมต่างประเทศ และเลือกโอกาสทางอาชีพอย่างระมัดระวัง
ขณะเดียวกัน ต้องรักษาตัวตน ครอบครัว และรากเหง้าความเป็นไทยเอาไว้
วันนี้ AGT ทำให้ผู้ชมทั่วโลกจำนวนมากรู้จักชื่อ Nene Royal
แต่งานที่แท้จริงสำหรับจอนเพิ่งเริ่มต้น

นั่นคือการเปลี่ยนช่วงเวลาที่โลกกำลังจับตามองเด็กสาวจากภูเก็ตคนนี้ ให้กลายเป็นเส้นทางอาชีพที่ยืนระยะได้อีกหลายปี
จากเด็กหญิงในชุดนักเรียนกับกีตาร์หนึ่งตัวกลางตลาด
ถึงวันนี้ที่กำลังเตรียมตัวขึ้นเวทีรอบชิง America’s Got Talent
บางครั้งจุดเริ่มต้นของเรื่องใหญ่ ก็อาจเกิดขึ้นจากคนเพียงคนเดียวที่เดินผ่าน แล้วหยุดฟังเสียงกีตาร์ในวันนั้น
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ Exclusive Interview โดย สยามทาวน์ยูเอส
Cr:Siamtownus



