วันที่ 13 ก.ย.69 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ออกไปอีก 1-2 เดือน หลังโครงการเข้าสู่ช่วงเดือนสุดท้าย และยังมีวงเงินคงเหลือประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท

นายกรัฐมนตรีระบุว่า วงเงินดังกล่าวเหลือจากประชาชนบางส่วนไม่ได้ลงทะเบียนหรือใช้สิทธิในรอบที่ผ่านมา จึงต้องการให้นำงบที่ยังเหลือมาใช้ต่อเนื่องเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน โดยระยะเวลาที่จะขยายออกไปต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับวงเงินที่มีอยู่  

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้กำลังเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ซึ่งเหลือเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม จึงต้องการให้มาตรการช่วยเหลือเดินหน้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญภาระค่าครองชีพและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น  พร้อมย้ำว่า หากยังมีวงเงินที่สามารถนำมาใช้ช่วยลดภาระประชาชนได้ รัฐบาลก็จะพิจารณานำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  อย่างไรก็ตาม การขยายระยะเวลาและรายละเอียดของโครงการยังต้องรอการพิจารณาจากกระทรวงการคลังอีกครั้ง ก่อนกำหนดรูปแบบและเงื่อนไขอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ รายละเอียดการขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังต้องติดตามข้อสรุปจากกระทรวงการคลัง ทั้งระยะเวลา วงเงิน และหลักเกณฑ์การใช้สิทธิ ก่อนประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ

ส่วนเสียงวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า ตนให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก หากมาตรการใดช่วยบรรเทาความเดือดร้อนหรือสร้างประโยชน์ให้ประชาชน รัฐบาลก็พร้อมเดินหน้าดำเนินการ  ที่ผ่านมา รัฐบาลได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในหลายมิติ

นายอนุทินยังกล่าวถึงการเดินทางไปต่างประเทศว่า ระหว่างภารกิจที่ประเทศนอร์เวย์ มีโอกาสหารือกับผู้นำจากหลายประเทศ โดยหลายฝ่ายแสดงความสนใจเพิ่มความร่วมมือกับไทย รวมถึงการจัดทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ด้านความมั่นคงทางอาหาร  โดยมองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตสินค้าเกษตร ความอุดมสมบูรณ์ เทคโนโลยีแปรรูป และศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศได้ในอนาคต

รูปภาพบทความ

รูปภาพบทความ