พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา หรือ JIC เปิดเผยถึงกรณีที่ฝ่ายไทยระบุว่ามีหลักฐานเกี่ยวกับการใช้พื้นที่บริเวณ ปราสาทพระวิหาร เพื่อกิจกรรมทางทหารของฝ่ายกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศพิจารณาข้อมูลจากหลักฐานและลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเป็นกลาง
ฝ่ายไทยระบุว่า ข้อมูลที่มีอยู่ประกอบด้วย ภาพถ่ายทางอากาศ พิกัดตำแหน่ง และภาพอาวุธ ที่อ้างว่าอยู่ในบริเวณดังกล่าว อาทิ อาวุธต่อต้านรถถัง RPG อาวุธประจำกาย รวมถึงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับอาวุธต่อสู้อากาศยาน


พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่การตัดสินจากคำกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรนำข้อมูลที่แต่ละฝ่ายมีมาตรวจสอบ ทั้งพิกัด วัน เวลา ภาพถ่าย และข้อมูลทางเทคนิค เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า เกิดกิจกรรมทางทหารขึ้นจริงหรือไม่ และเกิดขึ้นในลักษณะใด
สำหรับข้อกล่าวหาว่า มีการใช้อาวุธจากบริเวณปราสาทพระวิหารต่อกำลังฝ่ายไทยนั้น ผอ.JIC ระบุว่า ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้ในกิจกรรมทางทหาร และมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบต่อว่า มีการยิงอาวุธออกจากพื้นที่นั้นมายังกำลังไทยหรือไม่
ฝ่ายไทยพร้อมนำเสนอข้อมูลประกอบ ทั้งตำแหน่ง เวลา ภาพถ่าย และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพิจารณาอยู่บนข้อเท็จจริง มากกว่าการกล่าวอ้างทางการเมืองหรือการสื่อสารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
มีอาวุธอยู่ ไม่ได้หมายความว่าโจมตีได้ทันที

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือ หากพบว่ามีการใช้อาวุธจากพื้นที่มรดกโลก ฝ่ายตรงข้ามสามารถตอบโต้ได้ทันทีหรือไม่
พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาตาม ข้อเท็จจริงและกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ การพบกำลังพลหรืออาวุธในพื้นที่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถโจมตีสถานที่ดังกล่าวได้โดยอัตโนมัติ
ภายใต้หลักการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบ ทั้งสถานที่นั้นถูกใช้จนมีสถานะเป็นวัตถุประสงค์ทางทหารหรือไม่ มีทางเลือกอื่นในการยุติภัยคุกคามหรือไม่ รวมถึงมาตรการที่สามารถใช้เพื่อลดความเสียหายต่อโบราณสถานและทรัพย์สินทางวัฒนธรรม
หลักการดังกล่าวปรากฏอยู่ใน พิธีสารฉบับที่ 2 ปี 1999 หรือ Second Protocol to the 1954 Hague Convention ซึ่งให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในภาวะความขัดแย้งทางอาวุธ และกำหนดเงื่อนไขอย่างเข้มงวดหากสถานที่ทางวัฒนธรรมถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร

ต้องดู “Full Timeline” ก่อนชี้ความรับผิดชอบ
ผอ.JIC ย้ำว่า การวิเคราะห์เหตุการณ์บริเวณปราสาทพระวิหารจึงไม่ควรเริ่มต้นจากภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องย้อนดู Full Timeline ของเหตุการณ์ทั้งหมด
ตั้งแต่ใครเป็นฝ่ายนำกำลังพลและอาวุธเข้าพื้นที่ก่อน มีการวางกำลัง ณ จุดใด มีการใช้อาวุธหรือไม่ ยิงจากตำแหน่งใด เกิดขึ้นเมื่อใด รวมถึงฝ่ายที่ตอบโต้มีเป้าหมายและข้อจำกัดในการปฏิบัติอย่างไร
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประเมินว่าแต่ละฝ่ายปฏิบัติสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ และใครควรรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ฝ่ายไทยจึงเสนอให้การตรวจสอบข้อพิพาทดังกล่าวยึดหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ ทั้งภาพ พิกัด เวลา และลำดับเหตุการณ์ เพื่อให้การประเมินสถานการณ์เป็นไปอย่างรอบด้าน และไม่ตัดสินจากภาพเหตุการณ์ช่วงใดช่วงหนึ่งเพียงด้านเดียว




