เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 9 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางไทร ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในโรงงานผลิตหมอนและที่นอนยางพาราแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีพื้นที่โรงงานมากกว่า 30 ไร่ ในที่เกิดเหตุพบกลุ่มควันสีดำและเปลวเพลิงขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากตัวโรงงาน สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ภายในพื้นที่มีโกดังสำหรับผลิตและจัดเก็บที่นอน หมอน และวัตถุดิบหลายชนิด เช่น ยางพารา โฟม และผ้า ซึ่งเป็นวัสดุที่ติดไฟได้ง่าย ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว
เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดใกล้เคียง รวมถึงหน่วยอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย เข้าสกัดเพลิงมากกว่า 50 คัน โดยเน้นควบคุมบริเวณด้านหลังโรงงานซึ่งติดกับชุมชน เพื่อป้องกันไฟลุกลามไปยังบ้านเรือนประชาชน หลังใช้เวลาควบคุมเพลิงประมาณ 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่สามารถจำกัดวงเพลิงได้ เหลือเพียงบางจุดที่ยังมีความร้อนสะสม โดยเฉพาะบริเวณเก็บสารเคมีและวัตถุดิบ ซึ่งต้องใช้โฟมดับเพลิงร่วมกับการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง


จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าโกดังขนาดใหญ่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โครงสร้างบางส่วนยุบตัว โกดังขนาดเล็กที่อยู่ติดกันได้รับความเสียหาย รวมถึงรถบรรทุกหลายคัน เครื่องจักร และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตถูกเพลิงไหม้เสียหายจำนวนมาก ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงหลังเลิกงาน จึงไม่มีพนักงานปฏิบัติงานอยู่ภายในโรงงาน และยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
นายสมภพ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงงาน ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุอยู่บริเวณป้อมยาม ก่อนสังเกตเห็นเปลวไฟจากบริเวณด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดที่มีการกองเศษโฟมและวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิต จากนั้นไฟได้ลุกลามไปยังพื้นที่จัดเก็บสินค้าและโฟมอัดก้อนอย่างรวดเร็ว จึงรีบแจ้งเจ้าของโรงงานและประสานเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุ

ด้านนางปวีณา ทองสกุลพันธ์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระบุว่า ขณะนี้สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวังจุดที่มีวัสดุสะสมความร้อน โดยบางจุดต้องใช้รถแบ็กโฮเข้าเกลี่ยกองวัสดุ ก่อนฉีดน้ำและโฟมเพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ สำหรับสาเหตุของเพลิงไหม้และมูลค่าความเสียหายทั้งหมด ยังต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
ทั้งนี้ มีข้อมูลว่าโรงงานดังกล่าวเคยเกิดเหตุเพลิงไหม้มาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้า แต่ความเสียหายไม่มาก ขณะที่เหตุครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 และมีความรุนแรงมากที่สุด




