นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการโซลาร์ภาคครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการลดภาระค่าไฟฟ้าและเปลี่ยนบทบาทจากผู้บริโภคมาเป็นผู้ผลิตพลังงานรายย่อยเพื่อรับมือวิกฤตราคาพลังงาน โดยตั้งเป้านำร่องระยะแรกอย่างน้อย 1 ล้านครัวเรือน และมีแผนพิจารณาขยายผลสู่ 1.5 ล้านครัวเรือนในอนาคต

ภายใต้โครงการดังกล่าว ภาครัฐจะสนับสนุนเงินอุดหนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท พร้อมประสานความร่วมมือกับการไฟฟ้า และสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการปล่อยสินเชื่อเพื่อติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ให้แก่ประชาชนก่อน ทำให้ประชาชนไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนเริ่มต้น จากนั้นจะให้ผ่อนชำระค่างวดผ่านรายได้ที่ได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้แก่การไฟฟ้า ซึ่งหากติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ และมีอัตราการใช้ไฟน้อย จะสามารถสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าคืนได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ 1,000 บาท ตลอดอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 25–30 ปี

สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ เบื้องต้นกำหนดให้สิทธิ์ 1 ครัวเรือน ต่อ 1 มิเตอร์ไฟฟ้าที่เป็นเจ้าของ ควบคู่ไปกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น การติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter), ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ตลอดจนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Storage) เพื่อให้การรับซื้อกระแสไฟฟ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ คาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะเสนอรายละเอียดโครงการอย่างเป็นทางการต่อกระทรวงการคลังในช่วงต้นสัปดาห์หน้า โดยตั้งเป้าหมายเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ และเร่งรัดการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายภายในสิ้นปีหน้า