“กฎหมายต้องเหนือกระแส! ‘ศุภชัย’ เตือนอย่าใช้เวทีสภากดดัน กกต.” จนกลายเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระ”
.
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีวาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567 โดยตั้งคำถามว่า เจตนาการอภิปรายของฝ่ายค้านเป็นการตรวจสอบการทำงานของ กกต. ตามหน้าที่ของรัฐสภา หรือกำลังกดดันองค์กรอิสระในคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
.
นายศุภชัย ระบุว่า การตรวจสอบองค์กรอิสระเป็นหน้าที่ของรัฐสภา แต่ต้องแยกให้ออกจากการชี้นำผลลัพธ์ของกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด โดยรายงานผลการดำเนินงานของ กกต. ครอบคลุมภารกิจหลายด้าน ทั้งการจัดการเลือกตั้ง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา การสืบสวนไต่สวน การกำกับดูแลพรรคการเมือง และการบริหารองค์กร
..
อย่างไรก็ตาม นายศุภชัย มองว่าการอภิปรายจะอภิปรายของสมาชิกฝ่ายค้านมุ่งเน้นไปที่คดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. จึงเกิดคำถามว่าสภากำลังตรวจสอบผลการปฏิบัติงานประจำปี หรือกำลังกดดันกระบวนการพิจารณาที่ดำเนินอยู่
.
นายศุภชัย ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการนำข้อมูลหรือรายละเอียดจากสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุดมาใช้ประกอบการอภิปราย ก็ควรตรวจสอบที่มาของเอกสารดังกล่าวว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้เปิดเผยมีอำนาจเปิดเผยหรือไม่ และเหมาะสมหรือไม่ที่จะนำข้อมูลภายในสำนวนมาซักถามองค์กรที่กำลังทำหน้าที่พิจารณาสำนวนนั้น
.
พร้อมระบุว่า เอกสิทธิ์ในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการละเลยคำถามเกี่ยวกับที่มาของเอกสาร ความชอบด้วยกฎหมาย และความเป็นธรรมต่อบุคคลที่มีชื่อปรากฏในสำนวน
.
นายศุภชัย ย้ำว่า กกต. สามารถถูกตรวจสอบได้ในเรื่องความล่าช้า ความโปร่งใส และประสิทธิภาพการทำงาน แต่การตรวจสอบต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกรอบกฎหมาย ไม่ควรนำข้อมูลบางส่วนมาสรุปล่วงหน้าว่าใครมีความผิด หรือเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับบุคคลจำนวนมากก่อนการพิจารณาพยานหลักฐานจะแล้วเสร็จ
.
“กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ดำเนินคดีกับทุกคนที่ถูกกล่าวหา แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละบุคคลอย่างรอบด้านและเป็นธรรม การมีชื่ออยู่ในคำร้องหรือสำนวนไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิด” นายศุภชัย ระบุ
.
พร้อมย้ำหลักการสำคัญว่า หากหลักฐานเพียงพอ กกต. ต้องดำเนินการโดยไม่เกรงใจใคร แต่หากหลักฐานไม่เพียงพอ ก็ต้องกล้ายุติเรื่องโดยไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันหรือกระแสสังคม
.
ช่วงท้ายของโพสต์ นายศุภชัย ระบุว่า สภามีหน้าที่ตรวจสอบ กกต. แต่ไม่ควรทำหน้าที่แทน กกต. โดยสามารถตั้งคำถามและเร่งรัดการทำงานได้ แต่ไม่ควรกำหนดคำตอบล่วงหน้า พร้อมยืนยันว่ากระแสสังคมไม่อาจใช้แทนพยานหลักฐานได้
.
นอกจากนี้ ยังแสดงความเห็นว่า การอภิปรายของฝ่ายค้านมีแนวโน้มจะกลายเป็น “การอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระ” มากกว่าการตรวจสอบตามปกติ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร

Advertisement