นายกฯเปิดประตูต้อนรับคณะทูต-องค์การระหว่างประเทศ ชูนโยบายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีมูลค่าสูง มุ่งสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล  เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง พร้อมใช้โอกาสนี้สื่อสารวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยระบุว่ามีความตั้งใจที่จะจัดงานพบปะสังสรรค์เช่นนี้มาโดยตลอด เพื่อสร้างความคุ้นเคยและส่งเสริมการใช้ชีวิตในประเทศไทยของบรรดานักการทูตให้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสุข

Advertisement

นายกรัฐมนตรีได้ประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ให้เทียบเท่าระดับสากล โดยเน้นย้ำถึงการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม การรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ไทยก้าวสู่อนาคตที่มั่นคง โดยความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศมิตรแท้ทั่วโลกคือฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้เป้าหมายนี้สำเร็จ

สำหรับนโยบายต่างประเทศในยุคใหม่ นายกรัฐมนตรีชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเปิดช่องทางใหม่ๆ ร่วมกับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดการลงทุนในด้านเทคโนโลยี ตลาดเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสีเขียว ไปจนถึงอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยยืนยันว่าประเทศไทยในเวลานี้มีเสถียรภาพ เปิดกว้าง และพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับมิตรประเทศทั่วโลกอย่างยืดหยุ่นและปลอดภัย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เปิดเผยถึงภารกิจสำคัญบนเวทีโลกที่กำลังจะมาถึง ทั้งการเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก การเดินทางเยือนปักกิ่งและฟิจิในเดือนตุลาคม รวมถึงการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF World Bank Annual Meeting และการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นโอกาสทองในการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกและกระชับความสัมพันธ์กับนานาชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในช่วงท้ายของพิธี นายกรัฐมนตรี ได้มอบความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย ในนามของรัฐบาลและประชาชนไทย ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 7 ล้านบาท พร้อมสิ่งของบรรเทาทุกข์แก่เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำหลากฉับพลันและดินถล่มในเนปาล โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างเนปาลเสมอ ซึ่งการช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรม แต่ยังสะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและยั่งยืนระหว่างสองประเทศArticle Image