สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศรายชื่อ 23 ขุนพล “ช้างศึก” ชุดสู้ศึกเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล เตรียมเปิดภารกิจล่าเหรียญในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ของเอเชีย โดยรอบแบ่งกลุ่มต้องเจองานท้าทาย ทั้งเจ้าภาพญี่ปุ่น คีร์กิซสถาน และฮ่องกง
การแข่งขันฟุตบอลชายในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 กันยายน–3 ตุลาคม 2569 โดยทีมชาติไทยถูกจับให้อยู่ในกลุ่ม A ร่วมกับ ญี่ปุ่น เจ้าภาพ, คีร์กิซสถาน และฮ่องกง แข่งขันแบบพบกันหมด ก่อนนำแชมป์และรองแชมป์ของแต่ละกลุ่มผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์
สำหรับ 23 นักเตะที่ “โค้ชวัง” เลือกเข้าสู่ทีมชุดนี้ ประกอบด้วย
ผู้รักษาประตู
ศรวัสย์ โพธิ์สมัน (ปัตตานี เอฟซี)
ชมพัฒน์ บุญเลิศ (อุทัยธานี เอฟซี)
ศิรัสวุฒิ วงศ์เรือนคำ (สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด)
กองหลัง
อรรถพล แสงทอง (นครปฐม ยูไนเต็ด)
วีชั่น อินอร่าม (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด)
พิชิตชัย เศียรกระโทก (อยุธยา ยูไนเต็ด)
ชนภัช บัวพันธ์ (บีจี ปทุม ยูไนเต็ด)
ชานนท์ ทำมา (บีจี ปทุม ยูไนเต็ด)
นาธาน เจมส์ (มหาสารคาม ซีซี เอฟซี)
ธีร์กวิน จันทร์ศรี (เมืองทอง ยูไนเต็ด)
อูแซมมา เทียงคาม (พีที ประจวบ เอฟซี)
พลเอก มณีกร (พีที ประจวบ เอฟซี)
กองกลาง
กฤตภัค แสงสวัสดิ์ (เมืองทอง ยูไนเต็ด)
ปฎิภาณชัย โพธิ์เทพ (ระยอง เอฟซี)
สิทธา บุญหล้า (การท่าเรือ เอฟซี)
ธนกฤต โชติเมืองปัก (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด)
ปริพรรห์ วงษา (ราษีไศล ยูไนเต็ด)
สิรภพ วันดี (นรา เอฟซี)
ชวัลวิทย์ แซ่เล้า (พราม แบงค็อก)
กองหน้า
ยศกร บูรพา (ชลบุรี เอฟซี)
เจะฮานาฟี มามะ (พีที ประจวบ เอฟซี)
ธนาวุฒิ โพธิ์ชัย (เอสซี ซากามิฮาระ)
วรวุฒิ น้อยศรี (เชียงใหม่ ยูไนเต็ด)
นักเตะทั้งหมดมีกำหนดเข้ารายงานตัวที่โรงแรมธารา พาร์ค รีโซเทล จ.ปทุมธานี วันที่ 7 กันยายน เวลา 13.00 น. ก่อนเข้าแคมป์ฝึกซ้อมที่ BGTC จนถึงวันที่ 12 กันยายน และออกเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 13 กันยายน
เส้นทางรอบแรกของช้างศึกถือว่าน่าจับตามองอย่างมาก เพราะต้องเก็บแต้มให้ได้ตั้งแต่สองเกมแรก ก่อนปิดท้ายด้วยศึกใหญ่กับเจ้าภาพญี่ปุ่น
นัดแรก วันที่ 16 กันยายน เวลา 14.00 น. ไทย พบ คีร์กิซสถาน ที่โตโยต้า สเตเดียม จ.ไอจิ
นัดที่สอง วันที่ 20 กันยายน เวลา 14.00 น. ฮ่องกง พบ ไทย ที่โตโยต้า สเตเดียม
และนัดที่สาม วันที่ 23 กันยายน เวลา 17.30 น. ญี่ปุ่น พบ ไทย ที่โตโยต้า สเตเดียม
โดยเฉพาะเกมสุดท้ายกับ “ซามูไรบลู” เจ้าภาพญี่ปุ่น อาจกลายเป็นแมตช์ชี้ชะตาสำคัญต่อการผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ หากสถานการณ์ในสองเกมแรกยังไม่สามารถตัดสินอันดับได้
อีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจคือ ไทยกับคีร์กิซสถานเพิ่งมีโอกาสวัดฝีเท้ากันในเกมอุ่นเครื่อง U23 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ทำให้เกมเปิดสนามเอเชียนเกมส์ครั้งนี้มีความสำคัญตั้งแต่นาทีแรก เพราะ “ช้างศึก” รู้ดีว่าคู่แข่งรายนี้ไม่ใช่งานง่าย
23 ขุนพลพร้อมแล้ว เหลือเพียงภารกิจในสนาม — เป้าหมายแรกคือฝ่ารอบแบ่งกลุ่ม ก่อนเดินหน้าลุ้นสร้างผลงานให้แฟนบอลไทยได้เฮในเอเชียนเกมส์ 2026






