วันที่ 30 ส.ค.69 - ความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ ถนนวรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากผู้ประกอบการ ขณะที่การตรวจพิสูจน์หาสาเหตุเพลิงไหม้ยังต้องรอ เนื่องจากใต้ซากอาคารยังมีควันและความร้อนสะสม ทำให้กองพิสูจน์หลักฐานยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย
พ.ต.อ.อภิเชษฐ์ ทรัพย์ส่งเสริม ผู้กำกับการ สน.พลับพลาไชย 1 เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ได้รับความเสียหายเข้ามาแจ้งความและประเมินมูลค่าความเสียหายแล้วประมาณ 200 ราย โดยตำรวจตั้งศูนย์รับแจ้งความไว้ 2 จุด คือ วัดพระพิเรนทร์ และ สน.พลับพลาไชย 1 ส่วนทรัพย์สินบางประเภท เช่น รถยนต์ที่อยู่ภายในหรือใกล้จุดเกิดเหตุ ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ทั้งหมด เพราะต้องรอให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้ก่อน
แม้เจ้าหน้าที่จะควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญขณะนี้คือ ความร้อนและควันที่ยังสะสมอยู่ใต้ซากอาคาร ประกอบกับโครงสร้างได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ ทำให้การเข้าตรวจสอบยังมีความเสี่ยง กองพิสูจน์หลักฐานจึงต้องรอผู้บัญชาการเหตุการณ์ประกาศให้พื้นที่ปลอดภัย ก่อนเข้าตรวจเก็บวัตถุพยาน ตรวจหาจุดต้นเพลิง และวิเคราะห์สาเหตุของเหตุการณ์อย่างละเอียด
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ปิดการจราจรบริเวณถนนวรจักร ช่วงแยกวรจักรถึงแยก SCB เพื่อเปิดทางให้เครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการเคลียร์พื้นที่ โดยมีตำรวจคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและจัดเส้นทางโดยรอบ
กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ยังจัดกำลังตำรวจประจำพื้นที่ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการลักทรัพย์หรือฉวยโอกาสนำสินค้าของผู้ประกอบการออกจากพื้นที่ในช่วงที่เจ้าของร้านยังไม่สามารถกลับเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินได้
อีกปัญหาที่เริ่มตามมาหลังเหตุเพลิงไหม้คือ เอกสารและสัญญาเช่าของผู้ประกอบการบางส่วนถูกไฟเผาทำลาย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องหาแนวทางอื่นในการยืนยันสิทธิ์ เช่น หลักฐานการชำระเงิน เอกสารสำเนา ข้อมูลจากเจ้าของพื้นที่ รวมถึงพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ประกอบการในแต่ละแผง และอาจเชื่อมโยงต่อไปถึงการประเมินความเสียหาย การเรียกร้องสิทธิ์ หรือการเยียวยาตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับกระแสข้อสงสัยว่าเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับการวางเพลิงเพื่อไล่ที่ พ.ต.อ.อภิเชษฐ์ ระบุว่า เบื้องต้นยังไม่มีข้อมูลหรือประเด็นร้องเรียนที่เชื่อมโยงไปในทิศทางดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การสรุปสาเหตุที่แท้จริงยังต้องรอผลตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน หลังเจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยแล้ว ขณะนี้ภารกิจหลักจึงอยู่ที่การควบคุมความร้อนใต้ซาก เคลียร์โครงสร้างที่เสียหาย รักษาทรัพย์สินผู้ประกอบการ และรวบรวมข้อมูลความเสียหาย ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนพิสูจน์หาต้นเหตุของเพลิงไหม้อย่างเป็นทางการ







