โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับโรงพยาบาลนครนายก โรงพยาบาลราชวิถี และเครือข่ายสาธารณสุขในพื้นที่ จัดมหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง หรือ Colonoscopy ระหว่างวันที่ 29–30 สิงหาคม 2569 ณ โรงพยาบาลนครนายก เพื่อเร่งให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยได้เร็วขึ้น ลดเวลารอคอย และเพิ่มโอกาสพบโรคตั้งแต่ระยะที่ยังรักษาได้ผลดี กิจกรรมอยู่ภายใต้ “โครงการความร่วมมือตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ระหว่างโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลนครนายก และโรงพยาบาลในภาคีเครือข่าย (Colorectal Cancer Screening Mobile Unit)” โดยมีเป้าหมายส่องกล้องให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดนครนายกกว่า 350 ราย
นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร หัวหน้างานอายุรกรรมทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ระบุว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคสำคัญที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก การคัดกรองจึงมีบทบาทอย่างมาก เพราะการส่องกล้องไม่เพียงช่วยค้นหาความผิดปกติ แต่ยังสามารถตัดติ่งเนื้อหรือรอยโรคบางชนิดออกได้ในคราวเดียวกัน ก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง
หัวใจของโครงการจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนการส่องกล้องเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่การคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาศักยภาพทีมบุคลากรในพื้นที่ให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
ด้าน นพ.ชาติชาย คล้ายสุบรรณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครนายก กล่าวว่า ปัจจุบันการตรวจอุจจาระหาเลือดแฝง หรือ FIT Test เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับคนไทยอายุ 50–70 ปี ทุกสิทธิการรักษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทุก 2 ปี แต่ประโยชน์จะเกิดขึ้นเต็มที่เมื่อผู้ที่มีผลผิดปกติสามารถเข้าสู่การส่องกล้องยืนยันผลได้อย่างรวดเร็ว ปี 2569 จังหวัดนครนายกตั้งเป้าคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงด้วย FIT Test จำนวน 5,485 ราย ก่อนคัดเลือกผู้เข้าเกณฑ์ 350 ราย เข้ารับการส่องกล้องในมหกรรมครั้งนี้ ข้อมูลจากปีงบประมาณ 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจเชิงรุก โดยโรงพยาบาลนครนายกให้บริการส่องกล้องประชาชนกลุ่มเสี่ยง 264 ราย และพบติ่งเนื้อจนต้องตัดออกถึง 150 ราย หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เข้ารับการตรวจ
พญ.ฐิติยา บูรณชาติ รองผู้อำนวยการด้านทุติยภูมิและตติยภูมิ โรงพยาบาลนครนายก ระบุว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในประเทศไทย และในระยะแรกมักไม่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเข้าสู่ระบบเมื่อโรคลุกลามแล้ว อย่างไรก็ตาม มะเร็งชนิดนี้มีจุดต่างจากมะเร็งหลายชนิด เพราะมักพัฒนาจากติ่งเนื้อในลำไส้ซึ่งใช้เวลาหลายปีกว่าจะเปลี่ยนเป็นมะเร็ง การส่องกล้องจึงเป็นทั้งเครื่องมือวินิจฉัยและเครื่องมือป้องกันในเวลาเดียวกัน
การจัดมหกรรมครั้งนี้จึงเป็นการรวบรวมทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ และระบบส่งต่อมาไว้ในจุดเดียว ช่วยลดภาระของผู้ป่วยที่ต้องรอคิวหรือเดินทางไปรับบริการหลายแห่ง พร้อมลดโอกาสที่ผู้มีผลคัดกรองผิดปกติจะหลุดจากระบบติดตาม ในระยะยาว โรงพยาบาลนครนายกตั้งเป้าพัฒนาระบบส่องกล้องให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งการเพิ่มอัตราการส่องกล้องในผู้มีผลคัดกรองผิดปกติ การติดตามไม่ให้ผู้ป่วยตกหล่น การรักษามาตรฐานความปลอดภัยทุกขั้นตอน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในจังหวัด
โครงการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลนครนายก โรงพยาบาลราชวิถี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครนายก และเครือข่ายหน่วยบริการในพื้นที่ ซึ่งสนับสนุนทั้งบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ และองค์ความรู้
เป้าหมายสำคัญคือทำให้การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่หยุดอยู่แค่การตรวจเบื้องต้น แต่สามารถเชื่อมต่อไปถึงการวินิจฉัยและรักษาได้เร็วที่สุด เพราะสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ “การพบก่อนมีอาการ” อาจหมายถึงโอกาสรักษาที่มากขึ้น และในบางกรณีสามารถหยุดโรคได้ตั้งแต่ก่อนกลายเป็นมะเร็ง









