“ศุภชัย” จี้ iLaw–คณะก้าวหน้า ตอบที่มาเอกสารสำนวนฮั้ว สว. ใครนำออกมา ใครรับรองความถูกต้อง พร้อมถามเหตุใดเสนอเฉพาะชุด 26 แต่ไม่พูดชุด 36 ย้ำ “อย่าทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นคำพิพากษา”
“ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามกรณี iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน นำข้อมูลที่อ้างเป็นส่วนหนึ่งของสำนวน DSI และ กกต. มาเผยแพร่ ชี้ต้องตอบให้ชัดเอกสารมาจากไหน ใครรับรองความถูกต้อง เหตุใดให้น้ำหนักสำนวนชุดที่ 26 แต่ไม่พูดถึงความเห็นชุดที่ 36 พร้อมย้ำ “ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา” ต้องใช้พยานหลักฐานและมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย โดยมีเนื้อหาดังนี้
" คดีฮั้ว สว. : เปิดสำนวนด้านเดียว แล้วให้สังคมพิพากษาได้หรือ?
ขณะนี้ iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน ได้นำข้อมูลที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของ สำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนวนคณะพนักงานสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. มาเผยแพร่และใช้ประกอบการกล่าวหาบุคคลจำนวนมาก รวมถึง ส.ส. และบุคคลในพรรคภูมิใจไทย ผมเห็นว่ามีคำถามสำคัญที่สังคมควรได้รับคำตอบ
ประการแรก เอกสารเหล่านี้มาจากไหน?
หากเป็นเอกสารจากสำนวนจริง ต้องตอบให้ได้ว่า ใครเป็นผู้นำออกมา เปิดเผยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเอกสารครบถ้วนหรือเพียงบางส่วน และใครเป็นผู้รับรองความถูกต้อง ยิ่งมีกรณีที่ DSI เข้าแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับการนำเอกสารลับในสำนวนออกมาเปิดเผย ยิ่งทำให้คำถามเรื่อง “ที่มาของเอกสาร” ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ประการที่สอง สำนวนสอบสวนไม่ใช่คำพิพากษา
มีการนำข้อมูลจากสำนวนมาสร้างภาพเสมือนว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 229 คน กระทำความผิดร่วมกัน ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นมีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แตกต่างกัน หลายคนไม่ได้รู้จักหรือทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะในส่วนของ ส.ส. และบุคคลในพรรคภูมิใจไทย ต้องถามตรง ๆ ว่า มีพยานหลักฐานเฉพาะตัวอะไรที่พิสูจน์ว่าบุคคลแต่ละคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.?
DSI สอบสวนเรื่องนี้มาเป็นเวลาหลายเดือน ทั้งประเด็นฟอกเงิน อั้งยี่ และซ่องโจร มีการตรวจสอบพยานบุคคล ข้อมูลการติดต่อและเส้นทางการเงิน แต่เมื่อส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ DSI ไม่ได้เสนอให้ดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 229 คน และตามข้อมูลที่ปรากฏ ไม่มี ส.ส. พรรคภูมิใจไทยถูกเสนอส่งฟ้องในส่วนดังกล่าว ต่อมาสำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งสำนวนกลับมายัง DSI โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการต้องรอผลการวินิจฉัยของ กกต. ในความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. ดังนั้น สิ่งที่ชัดเจนอย่างน้อยคือ กระบวนการยังไม่ได้จบลงด้วยคำสั่งฟ้องหรือคำพิพากษาว่าบุคคลทั้ง 229 คนกระทำความผิด
ประการที่สาม ทำไมพูดถึงชุดที่ 26 แต่ไม่พูดถึงชุดที่ 36 ให้ครบถ้วน?
มีการหยิบความเห็นของ คณะพนักงานสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต. และ DSI ร่วมกันทำงาน มาเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยเน้นข้อเสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกร้องจำนวนมาก แต่หลังจากนั้น กกต. ยังมี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ทำหน้าที่กลั่นกรองสำนวนและพยานหลักฐานที่มีรายงานว่ามีเกือบ 80,000 แผ่น
และมีข้อมูลว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 มีความเห็นเสียงข้างมาก แตกต่างจากชุดที่ 26 ในสาระสำคัญบางประการ โดยเห็นว่าต้องพิจารณาความรับผิดของผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด
ถ้าเช่นนั้น คำถามคือ
ทำไม iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน จึงให้น้ำหนักกับสำนวนชุดที่ 26 แต่ไม่เสนอเหตุผลและความเห็นของชุดที่ 36 ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างรอบด้าน? และมีอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม กลุ่มบุคคลบางส่วนที่ออกมา กล่าวหาผู้อื่นในวันนี้ เคยมีบทบาทรณรงค์เกี่ยวกับการเลือก สว. และจัดกิจกรรมที่มีผู้สมัครหรือผู้สนใจสมัคร สว. เข้าร่วมด้วย การจัดกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้แปลว่าเป็นความผิดโดยตัวมันเอง แต่เมื่อกำลังกล่าวหากิจกรรมของผู้อื่นว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งหรือฮั้วเลือก สว. ก็ย่อมต้องตอบว่า กิจกรรมของตนแตกต่างจากกิจกรรมที่กำลังกล่าวหาผู้อื่นอย่างไร? ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย และต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานว่า ใครทำอะไร กับใคร เมื่อใดมีการตกลงเรื่องการลงคะแนนหรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างไร ไม่ใช่อาศัยเพียงความสัมพันธ์ทางการเมืองแล้วสรุปว่าทุกคนร่วมกระทำผิด
ผมจึงมีคำถามถึง iLaw คณะก้าวหน้า และพรรคประชาชน ว่าเอกสารที่นำมาเปิดเผยมาจากไหน? ใครรับรองว่าเป็นเอกสารจริงและครบถ้วน? เหตุใดจึงนำเสนอความเห็นของชุดที่ 26 แต่ไม่เสนอความเห็นของชุดที่ 36 อย่างเท่าเทียม? และเหตุใดจึงนำข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนมาสร้างภาพเสมือนเป็นข้อยุติว่าบุคคลเหล่านั้นกระทำความผิดแล้ว?
การตรวจสอบเป็นสิทธิและเป็นเรื่องสำคัญในระบอบประชาธิปไตย แต่ การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน และต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย อย่าเลือกเฉพาะสำนวนที่สนับสนุนข้อกล่าวหาของตน อย่าทำให้ “ข้อกล่าวหา” กลายเป็น “คำพิพากษา”
และอย่าเรียกร้องความโปร่งใสจากคนอื่น หากตนเองยังตอบไม่ได้ว่า เอกสารลับจากสำนวนของรัฐที่นำมาเปิดเผยนั้น ได้มาอย่างไรและจากใคร หลักนิติธรรมไม่ได้เลือกข้าง และความยุติธรรมไม่ควรเกิดจากการเปิดสำนวนเพียงด้านเดียวแล้วให้สังคมพิพากษาแทนองค์กรที่กฎหมายให้อำนาจ "





