เมื่อวันที่ 5 ส.ค.69 นายแพทริก เฮมเมอร์ เอกอัครราชทูตราชรัฐลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่ออำลาในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับลักเซมเบิร์กในด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศ
นายแพทริก เฮมเมอร์ เข้ารับหน้าที่เอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทยตั้งแต่ปี 2565 และมีบทบาทผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยีการเงิน พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน ตลอดจนการศึกษาและการวิจัยระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการทำงานของเอกอัครราชทูตฯ ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–ลักเซมเบิร์กให้ใกล้ชิดขึ้น พร้อมมองว่า ลักเซมเบิร์กมีศักยภาพเป็นหุ้นส่วนสำคัญของไทย เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการเงินชั้นนำของยุโรป และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเงิน หรือ FinTech การเงินสีเขียว หรือ Green Finance ตลาดทุน และเทคโนโลยีขั้นสูง
ทั้งสองฝ่ายเห็นโอกาสขยายความร่วมมือไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน และการระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยก่อนหน้านี้ หน่วยงานไทยและลักเซมเบิร์กได้หารือเรื่องเทคโนโลยีการเงิน พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน และการเชื่อมโยงภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ Thai–EU FTA ให้ได้ข้อสรุปภายในปี 2569 เพื่อเปิดตลาดสินค้าและบริการ เพิ่มโอกาสด้านการค้า การลงทุน และยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจของไทย

ปัจจุบัน การเจรจา FTA ไทย–EU ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยสหภาพยุโรประบุว่า เป้าหมายของความตกลงคือการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด ส่งเสริมการค้าและการลงทุน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายกลับมาเปิดการเจรจาอีกครั้งตั้งแต่ปี 2566 หลังหยุดชะงักไปหลายปี
เอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กยืนยันว่า ประเทศของตนสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีและการค้าเสรี พร้อมสนับสนุนความพยายามจัดทำ FTA ไทย–EU เพราะการดำเนินงานภายใต้กฎระเบียบและมาตรฐานเดียวกันจะช่วยลดอุปสรรคและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ลักเซมเบิร์กเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การบรรลุข้อตกลงยังต้องผ่านกระบวนการเจรจาระหว่างไทยกับคณะกรรมาธิการยุโรป รวมถึงขั้นตอนการพิจารณาตามระบบของสหภาพยุโรป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงเป้าหมายของไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ภายในปี 2571 ซึ่งรัฐบาลมองว่า จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับกฎหมาย นโยบาย เศรษฐกิจ และธรรมาภิบาลของไทยให้ใกล้เคียงมาตรฐานสากล
OECD เปิดกระบวนการหารือเพื่อรับไทยเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 และรับรองแผนที่นำทาง หรือ Accession Roadmap ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ต่อมาในเดือนธันวาคม 2568 ไทยได้ยื่น Initial Memorandum ซึ่งเป็นการประเมินเบื้องต้นว่ากฎหมายและนโยบายของไทยสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD เพียงใด ก่อนเข้าสู่การพิจารณาเชิงลึกโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน

ฝ่ายลักเซมเบิร์กแสดงความพร้อมสนับสนุนกระบวนการของไทย โดยมองว่าการเข้าอยู่ภายใต้หลักปฏิบัติเดียวกันจะช่วยยกระดับมาตรฐานภาครัฐ สร้างความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ เป้าหมายปี 2571 เป็นกรอบเวลาที่รัฐบาลไทยตั้งไว้ แต่การเข้าเป็นสมาชิกต้องผ่านการประเมินเชิงเทคนิค การปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติ รวมถึงความเห็นชอบจากประเทศสมาชิก OECD จึงยังไม่ถือเป็นกำหนดวันที่ได้รับสมาชิกอย่างเป็นทางการ
ในช่วงท้าย เอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลักเซมเบิร์กมีแผนเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปี 2569 ในโอกาสดังกล่าว กระทรวงการคลังของไทยและลักเซมเบิร์กเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านบริการทางการเงินและเทคโนโลยีการเงิน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนากฎเกณฑ์ทางการเงิน และการเชื่อมโยงภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ เอกอัครราชทูตฯ ยังกล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนลักเซมเบิร์กในโอกาสที่เหมาะสม เพื่อสานต่อความร่วมมือระดับรัฐบาลและเปิดโอกาสใหม่ด้านการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี





