วันที่ 5 ส.ค.69 - กรมการปกครองออกคำชี้แจงกรณีภาพใบหน้าและข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้รั่วไหลออกจากฐานข้อมูลหลักของระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง  อย่างไรก็ตาม หน่วยงานยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า ข้อมูลถูกเข้าถึงหรือนำออกจากช่องทางใด โดยก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกี่ยวข้องกับระบบของหน่วยงานอื่นที่ได้รับอนุญาตให้เชื่อมโยงหรือเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎร ซึ่งต้องตรวจสอบบันทึกการใช้งาน บัญชีผู้ใช้ และเส้นทางดิจิทัลอย่างละเอียดต่อไป

กรมการปกครองได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึก เพื่อระบุต้นทาง ขอบเขตของข้อมูลที่ถูกเข้าถึง และบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายผู้แทนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บช.สอท. เพื่อดำเนินคดีกับผู้เข้าถึง นำไปใช้ หรือเผยแพร่ข้อมูลโดยมิชอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กรมการปกครองระบุว่า ได้ยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนำระบบ ThaID มาใช้ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การยืนยันว่าฐานข้อมูลหลักไม่ได้เป็นต้นทาง ยังไม่ถือเป็นข้อสรุปว่าระบบเชื่อมโยงหรือบัญชีผู้ใช้งานของหน่วยงานอื่นไม่มีความผิดปกติ จึงต้องรอผลตรวจสอบอย่างเป็นทางการ  พร้อมเตือนประชาชนให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อ โดยเฉพาะข้อความที่บิดเบือนและอาจกระทบความมั่นคง ความปลอดภัยสาธารณะ ระบบเศรษฐกิจ หรือสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 การนำเข้าข้อมูลเท็จโดยทุจริตหรือหลอกลวงซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่ประชาชน รวมถึงข้อมูลเท็จที่กระทบความมั่นคง ความปลอดภัยสาธารณะ เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนก มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลดังกล่าวและยังเผยแพร่หรือส่งต่อ อาจมีความผิดเช่นกัน

ประชาชนควรงดเผยแพร่ภาพบัตรประชาชนหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ซ้ำ แม้จะปิดบังข้อมูลบางส่วนแล้ว และควรติดตามผลการตรวจสอบจากกรมการปกครอง สกมช. สคส. และตำรวจไซเบอร์เป็นหลัก

Article Image