“ล้างบางบัตร 10 ปีเถื่อน“ ’เจเศรษฐ์‘ นำทัพลุยปราบสวมสิทธิต่างด้าว ปิดช่องอาชญากรรม สั่งเอาผิด จนท.รัฐ
4 สิงหาคม 2569 ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการ ทลายบัตร 10 ปี เถื่อน หลังบูรณาการกำลังร่วมระหว่างกรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ท.และ สำนักงาน ปปง. เปิดปฏิบัติการเข้าจับกุมขบวนการทุจริตออกทะเบียนประวัติบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ "บัตร 10ปี" ให้แก่บุคคลต่างด้าวโดยมิชอบ พร้อมขยายผลดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในทุกมิติ โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ระบบทะเบียนราษฎรของไทยถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน การลักลอบขนยาเสพติด หรืออาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบอื่น ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและความเชื่อมั่นของประชาชน



รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากการเปิดปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงงาน” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ซึ่งสามารถจับกุมขบวนการทุจริตจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนได้ ก่อนขยายผลพบว่า มีเจ้าหน้าที่ของเทศบาลนครแม่สอดร่วมกับบุคคลต่างด้าวและผู้เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดทำทะเบียนประวัติให้แก่บุคคลต่างด้าวโดยมิชอบ พร้อมมีการเรียกรับผลประโยชน์เป็นเงินตั้งแต่ 40,000-100,000 บาทต่อราย เพื่อแลกกับการได้รับบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน
การสืบสวนยังได้ประสานศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (ACSC) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำข้อมูลชีวมิติ ทั้งภาพใบหน้าและลายนิ้วมือมาตรวจสอบกับฐานข้อมูลของรัฐ พบว่ามีบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาอย่างน้อย 10 ราย ที่ยังถือหนังสือเดินทางของประเทศเมียนมาอยู่ แต่กลับได้รับบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนของไทย ทั้งที่ไม่ได้มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังพบบุคคลต่างด้าวอีก 12 ราย แจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย โดยมีเจ้าบ้านและพยานร่วมรับรองข้อมูลอันเป็นเท็จ จนสามารถได้รับบัตรดังกล่าวโดยมิชอบ อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง


จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหารวม 17 ราย ประกอบด้วย อดีตผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่น 1 ราย ผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่น 1 ราย พนักงานจ้างเทศบาล 1 ราย บุคคลผู้สวมสิทธิ 12 ราย และผู้ที่เกี่ยวข้องในฐานะเจ้าบ้านหรือพยานรับรองอีก 2 ราย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนกรมการปกครองจะเดินหน้าขยายผลตรวจสอบผู้ที่ได้รับการจัดทำทะเบียนในลักษณะเดียวกันอีกประมาณ 1,000 ราย พร้อมดำเนินการเพิกถอนทะเบียนและบัตรที่ได้มาโดยทุจริต ตรวจสอบความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ และดำเนินการทางวินัยควบคู่ไปกับการดำเนินคดีอาญา ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเร่งติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือทั้งหมด พร้อมขยายผลไปยังนายหน้า ผู้สนับสนุน และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีในทุกมิติ ทั้งด้านอาญาและการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ
พร้อมกันนี้ ข้อมูลจากการสืบสวนจะถูกส่งต่อให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานหรือมีทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการฟอกเงิน จะดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกฎหมาย
นายเจเศรษฐ์ กล่าวย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยจะเดินหน้าปิดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎรอย่างจริงจัง โดยยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าจะเป็นผู้สวมสิทธิ นายหน้า ผู้ให้การรับรองเท็จ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ จะต้องถูกดำเนินคดีไม่มีข้อยกเว้น เดินหน้าขยายผลถึงผู้บงการ เครือข่าย และเส้นทางการเงิน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นฐานของอาชญากรรมข้ามชาติอีกต่อไป





