การแข่งขันกีฬาไม่ใช่แค่เรื่องของแรงกายอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่ "สงครามข้อมูล" อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ประกาศนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเป็นอาวุธสำคัญในการเตรียมทัพนักกีฬาไทย ก่อนลุยมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 และเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้ AI วิเคราะห์ทั้งสมรรถภาพนักกีฬาไทยและข้อมูลคู่แข่งแบบละเอียด เพื่อเพิ่มโอกาสคว้าเหรียญรางวัลให้มากที่สุด
ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การคัดเลือกนักกีฬาทีมชาติไทยชุดเอเชียนเกมส์ 2026 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสและชัดเจน โดยนักกีฬาจะต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกของแต่ละสหพันธ์กีฬา มีอันดับโลกหรือผลงานที่อยู่ในระดับแข่งขันได้ และต้องเป็นนักกีฬาที่มีศักยภาพในการต่อยอดไปสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ลอสแอนเจลิส 2028 เพื่อให้การใช้งบประมาณของภาครัฐเกิดความคุ้มค่าสูงสุด

ล่าสุด ประเทศไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์แล้วทั้งสิ้น 667 คน จาก 47 สมาคมกีฬา โดยมีนักกีฬาฮอกกี้ทีมชายเพิ่มอีก 20 คน หลังได้รับสิทธิ์จากการที่ชาติอื่นถอนตัวจากการแข่งขันรอบสุดท้าย
ผู้ว่าการ กกท. ระบุว่า การเตรียมทีมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการกีฬาไทย เพราะ กกท. และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ได้นำฐานข้อมูลและสถิติการแข่งขันจำนวนมหาศาลมาประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อช่วยวิเคราะห์สมรรถภาพทางกาย ความพร้อมของนักกีฬา รวมถึงศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน รูปแบบการแข่งขัน และแนวโน้มของคู่แข่งแต่ละชาติอย่างเป็นระบบ
AI จะเข้ามาช่วยให้ทีมผู้ฝึกสอนสามารถวางแผนการฝึกซ้อมได้ตรงจุด ลดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง และกำหนดกลยุทธ์การแข่งขันได้แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับการเตรียมทีมจากการใช้ประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-Driven Sports)

ดร.ก้องศักด ย้ำว่า การใช้ AI ในครั้งนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคต กกท. มีแผนขยายการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อวิเคราะห์ทั้งนักกีฬาไทยและคู่แข่งเชิงลึกมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมทั้งด้านสมรรถภาพ เทคนิค แท็กติก และการคาดการณ์รูปแบบการแข่งขัน เพื่อเพิ่มศักยภาพของนักกีฬาไทยในเวทีระดับโลก
การนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมทีม สะท้อนให้เห็นว่าวงการกีฬาไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยเป้าหมายไม่ได้มีเพียงการสร้างผลงานในเอเชียนเกมส์ 2026 เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสู่ความสำเร็จในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกและการแข่งขันระดับนานาชาติในอนาคตอีกด้วย





