นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ยารักษามะเร็งที่ได้รับการสนับสนุนในครั้งนี้ เช่น ยาอิมครานิบ หรือ Imcranib ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือ imatinib และยาเจฟครานิบ หรือ Gefcranib ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือ gefitinib โดยการใช้ยาต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และแนวทางของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.
การพัฒนายารักษามะเร็งดังกล่าว สืบเนื่องจากพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพสูง ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการผลิตยาและองค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมของประเทศ.
บอร์ด สปสช.ยังเห็นชอบแผนความต้องการจัดหายานวัตกรรมดังกล่าวล่วงหน้าเป็นระยะไม่เกิน 3 ปี เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตได้ต่อเนื่อง ควบคุมราคาและภาระงบประมาณการจัดหายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสนับสนุนการจัดซื้อเต็มกำลังการผลิต โดยไม่เกินความต้องการของระบบ และอยู่ภายใต้ราคาที่เหมาะสม ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง.
รัฐบาลระบุว่า ปัจจุบันระบบบัตรทองได้พัฒนาการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบาย “Cancer Anywhere มะเร็งรักษาได้ทุกที่” ที่ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้ารับบริการ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงหน่วยบริการที่มีศักยภาพได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การให้ยา เคมีบำบัด รังสีรักษา ไปจนถึงการติดตามดูแลหลังการรักษา.
การนำยามะเร็งนวัตกรรมเข้าสู่ระบบบัตรทองจึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการเสริมความพร้อมของระบบบริการสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงยา และช่วยให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีความมั่นคงและต่อเนื่องมากขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรเข้ารับการประเมินและรับคำแนะนำจากแพทย์ในหน่วยบริการตามระบบสิทธิรักษา เนื่องจากการใช้ยามะเร็งแต่ละชนิดต้องพิจารณาจากชนิดของโรค ระยะโรค ผลตรวจทางการแพทย์ และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย 





