นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ออกประกาศแจ้งเตือนภัยหลังเฝ้าติดตามสภาวะอากาศจากกรณีพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน "ไมสัก" แม้แนวพายุจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่เป็นปัจจัยเร่งทำให้ทั่วทุกภาคมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ เสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรง ระหว่างวันที่ 4 - 6 กรกฎาคม 2569

​จากการประเมินปัจจัยเสี่ยง มีการจำแนกพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ดังนี้

  1. พื้นที่เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม รวม 55 จังหวัด:
    • ภาคเหนือ 17 จังหวัด
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 จังหวัด
    • ภาคกลาง 15 จังหวัด
    • ภาคใต้ 8 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง และสตูล
  2. พื้นที่เฝ้าระวังวิกฤตคลื่นลมแรงในพื้นที่ภาคใต้ 4 จังหวัด (เน้นย้ำพิกัดรายอำเภอ):
    • จังหวัดระนอง: อำเภอเมืองระนอง, สุขสำราญ และกะเปอร์
    • จังหวัดพังงา: อำเภอเกาะขาว, ตะกั่วทุ่ง, ท้ายเหมือง, ตะกั่วป่า และคุระบุรี
    • จังหวัดภูเก็ต: เฝ้าระวังทุกอำเภอ
    • จังหวัดกระบี่: อำเภอเมืองกระบี่, คลองท่อม, เกาะลันตา, เหนือคลอง และอ่าวลึก

รูปภาพบทความ

​ปัจจุบัน ปภ. ได้ประสานงานแจ้งทั้ง 55 จังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือขั้นสูงสุด โดยสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและส่วนท้องถิ่นติดตามสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน และระดับน้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดส่งทีมปฏิบัติการเผชิญเหตุและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำจุดเสี่ยงเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

​ทั้งนี้ มาตรการเน้นย้ำจะมุ่งเป้าไปที่พื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ภายใน 24 ชั่วโมง และบริเวณจุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก โดยให้เร่งระบายน้ำออกเพื่อลดผลกระทบต่อทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนจัดเตรียมความพร้อมของศูนย์พักพิงชั่วคราวและระบบโลจิสติกส์ให้เพียงพอหากจำเป็นต้องมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย