SME ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งสูง ขณะกําลังซื้อในประเทศอ่อนแรง ส่งผลให้กําไรหดตัว ความเชื่อมั่นลดลงทั่วประเทศ สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในไทยกําลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปัจจัยรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ธุรกิจจํานวนมากต้องรับภาระเพิ่มขึ้น ขณะที่กําลังซื้อของผู้บริโภคกลับชะลอตัวลง

สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า ภาพรวม SME ไทยกําลังอยู่ในภาวะ “แรงบีบสองด้าน” หรือ Double Squeeze อย่างชัดเจน โดยต้นทุนพุ่งขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่ ทําให้ความสามารถในการทํากําไรลดลงอย่างมีนัยสําคัญ

ข้อมูลสํารวจล่าสุดสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยดัชนีต้นทุนลดลงมาอยู่ที่ 37.3 ขณะที่ดัชนีกําไรอยู่ที่ 47.7 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการกําลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด

ในด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดัชนีการผลิตและคําสั่งซื้อปรับตัวลดลง สอดคล้องกับกําลังซื้อที่เริ่มอ่อนแรง ขณะที่การจ้างงานยังคงทรงตัว สะท้อนความพยายามของผู้ประกอบการในการประคองธุรกิจและรักษาระดับการจ้างงานเอาไว้ให้มากที่สุด

เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาค พบว่าความเชื่อมั่นลดลงเกือบทั่วประเทศ โดยภาคตะวันออกได้รับผลกระทบมากที่สุด จากต้นทุนพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ขณะที่ภาคใต้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนด้านการเดินทางและการท่องเที่ยว ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่า SME กว่า 96% ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งในด้านต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และกําลังซื้อของตลาด ขณะที่ปัญหาสภาพคล่องกลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสําคัญ โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่สามารถประคองธุรกิจได้ในระยะสั้นเท่านั้น และบางส่วนมีเงินสํารองไม่ถึง 3 เดือน

เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว ภาครัฐเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ํา 1% ระยะเวลา 5 ปี พร้อมพักชําระเงินต้นในช่วงปีแรก โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ขณะเดียวกัน ยังมีการสนับสนุนเพิ่มเติมผ่านกองทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจ และการยกระดับสู่ดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในระยะยาว ผ่านโครงการและความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา

ในมุมของการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้านําเข้าราคาถูก ผู้เชี่ยวชาญแนะนําว่า SME ไทยควรหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา และหันมาเน้นการสร้างความแตกต่าง พัฒนาคุณภาพสินค้า รวมถึงใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

ทั้งนี้ ภาครัฐยังมองเห็นโอกาสในการขยายตลาดไปยังประเทศใหม่ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ พร้อมผลักดันจุดแข็งของสินค้าไทย เช่น อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค

สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า SME ไทยกําลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างทันท่วงที อาจนําไปสู่การปิดกิจการในวงกว้าง ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศในระยะต่อไป