วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2570 ซึ่ง ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายเปิดในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยกล่าวถึงภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณในปี 2570
ศิริกัญญาระบุว่างบประมาณปีนี้ 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาท ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นราว 79,000 ล้านบาท แต่ยังต้องมีการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก แม้จะอ้างได้ว่ามีวิกฤตพลังงาน แต่รัฐบาลก็เพิ่งเซ็นเช็คเปล่ากู้เงินไปแล้วถึง 400,000 ล้านบาท กลายเป็นว่าการขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ต่อ GDP เป็นความปกติใหม่ สะท้อนว่าประเทศไทยกําลังอยู่ในปัญหาเรื้อรัง ค่าใช้จ่ายมีแต่เพิ่มขึ้น แต่รายได้ของรัฐบาลขยับตามไม่ทัน
“สะท้อนผ่านการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ ที่รายจ่ายลงทุนโดนหั่นลงไป 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจํากลับเพิ่มขึ้นสวนทางหลักแสนล้านบาท เพราะรายจ่ายประจําที่ตัดไม่ได้มีเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถใช้วิธีการทางงบประมาณเพื่อปกปิดอําพรางได้อีกต่อไป ก่อนหน้านี้รัฐบาลจะใช้วิธีการหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจํายังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ แล้วค่อยหมุนเอาเงินสํารองใช้จ่ายฉุกเฉินจําเป็นมาโปะบ้าง ควักเงินคงคลังมาจ่ายบ้าง แต่เมื่อไม่ไหวแล้วก็จําเป็นต้องใส่เพิ่มเข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น”
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าแม้งบประมาณปีนี้จะเพิ่มไม่มาก แต่ก็เป็นข้อกังขาว่าทําไมหน่วยงานกลับได้รับงบประมาณลดลงกันถ้วนหน้า ครึ่งหนึ่งของกระทรวงได้รับงบประมาณลดลง ในระดับกรมก็จะพบว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณได้รับลดลงจากปี 2569 ทั้งรายจ่ายประจําและรายจ่ายลงทุน หน่วยที่ได้รับเพิ่มเยอะจริงๆ มีไม่มาก เพราะส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นบําเหน็จบํานาญข้าราชการ หรือการโอนเงินสมทบกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (กบข.) กระทรวงการคลังกระทรวงเดียวได้เพิ่มไปแล้ว 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายจ่ายดอกเบี้ยที่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริง
“มันสะท้อนว่าวันนี้แผลเรื้อรังของงบประมาณไทยเอาอะไรมาปกปิดไว้ไม่อยู่แล้ว ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีมันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570” ศิริกัญญากล่าว
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า แม้รัฐบาลนี้จะเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน แต่ในคําแถลงของรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบหรือยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง ยังคงกอดกับคําพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังเอาไว้แล้ว ยังคงภูมิใจที่บริษัทจัดลําดับเครดิตเรตติ้งเพิ่ม แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรมกลับไม่ได้ถูกพูดถึงหรือจัดการอย่างจริงจัง ซึ่งถ้ายังคงทําแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะไม่ใช่แค่หนองที่จะออกมา แต่เลือดก็จะไหลไม่หยุดเช่นกัน
เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่คือการจัดเก็บรายได้ที่ไม่พอกับรายจ่าย ไม่กู้เท่าที่จะจ่ายไหว ไม่จัดการกับรายจ่ายประจําที่ลดยาก ในอนาคตเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก งบประมาณของประเทศก็จะขาดดุลสูงแบบที่กดอย่างไรก็ไม่ลง การพัฒนาประเทศหรือการทําโครงการใหม่ๆ เพื่อพาประเทศไปข้างหน้าก็จะไม่เกิด ความหวังที่จะลดหนี้สาธารณะและการขาดดุลลงก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ที่ต้องติดตามคือเราจะยังรักษาวินัยการเงินการคลังไว้ได้นานแค่ไหน และบริษัทจัดลําดับเครดิตเรตติ้งจะคงอันดับเราไว้นานแค่ไหน
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า เมื่อดูในรายละเอียดงบประมาณ เริ่มจากด้านรายจ่าย สิ่งที่ไม่ควรจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุน เช่น เงินสํารองใช้จ่ายฉุกเฉินจําเป็น ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท ในจํานวนนี้ 60,000 ล้านบาทถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุน ที่เข้าใจได้ยากคือรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้งมา 12,000 ล้านบาท มีการระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุนถึง 80% ทั้งที่เมื่อส่วนใหญ่เป็นการแจกเงินก็ไม่ควรถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้
แต่สิ่งที่มีการปรับปรุงคืองบประมาณที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา ปีนี้ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุนแล้ว แต่ข่าวร้ายคืองบประมาณวิจัยปีนี้ถูกตัดลดลงจากเดิม 19,000 ล้านบาทเหลือเพียง 13,000 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของงบประมาณก่อสร้าง ที่ปีที่ผ่านๆ มามีมากเกินไป ใหญ่โตหรูหรา สร้างไม่เสร็จแล้วถูกทิ้งร้าง ปีนี้มีการตัดลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังคงเป็นรายจ่ายสูงสุดสําหรับรายจ่ายลงทุนอยู่ดี โดยเฉพาะการลงทุนในถนน
“แม้รายจ่ายประจําจะพุ่งขึ้นมาสูงมากแล้ว แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอกับการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ เบี้ยหวัดบําเหน็จบํานาญข้าราชการ ปีที่แล้วได้มาแค่ 360,000 ล้านบาท ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 389,000 ล้านบาท แม้จะเป็นทิศทางที่ดีขึ้น แต่ที่ต้องใช้จริงสูงถึง 429,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลปีนี้ได้เท่าเดิม 94,200 ล้านบาท แต่ที่ต้องใช้จริงคือ 106,400 ล้านบาท งบชําระดอกเบี้ยปีนี้ตั้งได้ตรงตามที่สํานักบริหารหนี้สาธารณะขอมา อยู่ที่ 294,000 ล้านบาท”
แต่ที่น่ากังวลคือเงินสมทบ กบข. ที่จะต้องตั้งไว้ 3 เท่าของเงินทุนสํารองที่ กบข. มีอยู่ เมื่อปีนี้มีการจัดสรรให้เบี้ยหวัดบําเหน็จบํานาญเพิ่ม เงินสมทบส่วนนี้จึงมีการจัดสรรเพิ่มเข้ามาด้วย ก่อนหน้านี้ กบข. อาจจะมีสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง ทําให้รัฐบาลจําเป็นต้องเพิ่มเงินสํารองเอาไว้ ให้ไม่มีปัญหาการเงินในอนาคต แต่วันนี้สถานะทางการเงินของ กบข. แข็งแรงแล้ว เงินทุนทั้งหมดอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาทแล้ว ไม่จําเป็นแล้วที่รัฐบาลจะต้องสมทบเข้าไปเพิ่มให้ได้เท่ากับสามเท่าของรายจ่ายเบี้ยหวัดบําเหน็จบํานาญ
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า เมื่อต้องจัดสรรงบประมาณให้ใกล้เคียงกับที่ต้องจ่ายจริง จึงมีรายจ่ายประจําที่เพิ่มขึ้นมาอีกถึงเกือบ 100,000 ล้านบาท และงบประมาณก็ติดข้อจํากัดทุกอย่างหมดแล้ว ไม่สามารถขยายเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ก็ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะสามารถหมุนเงินได้ทันและเพียงพอมาจ่ายในส่วนที่ยังตั้งไว้ขาดอยู่ เพราะตั้งแต่ปี 2565 รัฐบาลหมุนเงินไม่เคยทัน เอาเงินสํารองใช้จ่ายฉุกเฉินจําเป็นมาโปะก็ยังไม่พอ ต้องไปนําเงินคงคลังออกมาใช้ ซึ่งต้องจ่ายคืนในปีต่อๆ ไป ของปี 2569 ยังไม่ครบปีงบประมาณเลย ก็เจอสภาวะหมุนเงินไม่ทันอีกแล้ว และก็ต้องใช้เงินคงคลังอีกแล้ว เพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 115,000 ล้านบาท
“ต้องถามว่าตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบประมาณในแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะเท่าที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอจ่ายไม่พอก็ไปใช้เงินคงคลัง แล้วก็วนลูปกันแบบนี้ ต้องมาตั้งงบใช้เงินคงคลังในปีถัดไป กินงบประมาณที่เราจะสามารถเอาใช้ได้ไปในอนาคต วนลูปไปแบบนี้ เท่ากับว่าขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ” ศิริกัญญากล่าว




