“เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิเป็นของจริง” คำโบราณคำนี้ ยังสามารถใช้ได้ดีโดยเห็นภาพที่ชัดเจน จากการบอกเล่าของ ลุงทองดี ชายา ชายชราวัย 73 ปี ครูภูมิปัญญาแห่งต้นน้ำเพชร บ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี แต่ยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมาก ยังสามารถทำนาในเนื้อที่ 3 ไร่ได้อย่างสบาย
เมื่อปี 2542 จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่รอยต่อ ลุงทองดี เล่าว่า ได้ตัดสินใจพาภรรยาและลูกอพยพลงมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านบางกลอยล่าง ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีพื้นที่ที่ทำกิน จึงขอยืมที่ดินจากผู้ใหญ่บ้านประมาณ 4-5 ไร่มาทำนา แต่ก็ประสบปัญหา เพราะดินบางกลอยล่างไม่เหมาะกับการปลูกข้าวไร่ รวมถึงความแตกต่างในเรื่องของสภาพดินฟ้าอากาศ ทำให้ได้ผลผลิตน้อย

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2555-2556 มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้เข้ามาเสนอให้ทดลองทำข้าวไร่ในลักษณะของนาขั้นบันได และปลูกพริก มะเขือเทศ แซมบริเวณแปลงนา แต่ในขณะนั้นก็ยังติดปัญหาเรื่องระบบน้ำที่ไม่เหมาะสม จึงได้ผลผลิตไม่มากเท่าที่ควร
กระทั่งปี พ.ศ. 2557 ปิดทองฯ ได้พัฒนาระบบน้ำและท่อ พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกล้วยในแปลงนาเพิ่มเติม และเปลี่ยนรูปแบบจากการทำนาแบบขั้นบันไดมาเป็นการทำนาในที่ลุ่มแบบปักดำกล้า โดยมีการทำงานร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน และได้เชิญ อ.เดชา ศิริภัทร จาก มูลนิธิขวัญข้าว มาช่วยสอนเรื่องการทำนาแบบปักดำ และปลูกข้าวพันธุ์ ก.ข.6 โดยเพาะเป็นต้นกล้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สนับสนุนในเรื่องการทำปุ๋ยและบำรุงดิน กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนเรื่องพันธุ์กล้า พร้อมกับลุงทองดีมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานที่จังหวัดราชบุรี ข้าวที่ปักดำจึงเริ่มให้ผลผลิตที่ดีขึ้น เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 20 ถัง พอบำรุงดินด้วยการไถพรวนทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 2 ตัน

ลุงทองดี เล่าต่อไปว่า จุดเด่นของการทำนาดำ คือ ใช้พื้นที่น้อย เนื่องจากหากเป็นการปลูกข้าวไร่ ในปริมาณที่ให้ได้ผลผลิตที่เท่ากัน ข้าวไร่จะใช้พื้นที่ในการทำนามากกว่านาดำ โดยทำนาดำจะได้ข้าวมากกว่า 2 เท่า ส่วนจุดด้อย คือ กระบวนการ และขั้นตอนในการทำนาดำจะมีขั้นตอนมากกว่า ดังนั้น จะมีบางแปลง ที่มีการลงแขกร่วมกันทำในที่ดินผืนเดียวกัน เช่น ทำนาร่วมกัน 5 ไร่ แต่ทำ 4 คน แต่มีการจัดแบ่งเป็นล็อก ๆ ทำเป็นกระทงนาแยกปลูกแต่ละคน
ส่วนปัญหาที่พบในการทำนาดำ ก็คือปัญหานก หนู และหอยเชอรี่มากินข้าวใหม่ที่กำลังปลูกทำให้ต้องเพิ่มการหว่านให้หนาขึ้น เป็นเหตุให้ต้องใช้พันธุ์ข้าวมากขึ้นถึง 3 เท่า หรือประมาณ 45 กิโลกรัม เมื่อหว่านแล้วจะได้ต้นกล้า ตามสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ หลังจากนั้นเมื่อต้นกล้าแข็งแรง หรืออายุประมาณ 1 เดือน จึงจะนำไปปักดำในกระทงนาที่เตรียมไว้ อีกปัญหาหนึ่งคือ ลักษณะพื้นที่ไม่ราบเรียบเสมอกันทั้งแปลงนา ส่งผลให้ระดับน้ำที่หล่อเลี้ยงต้นกล้าไม่สม่ำเสมอ ซึ่งหากหน้าดินราบเรียบ เสมอกัน ประมาณครึ่งเดือนก็จะได้ต้นกล้าที่สามารถนำไปปักดำได้ โดยต้องมีการตัดใบหรือยอดทิ้งก่อน เพื่อจะไม่ให้ใบลู่ลม เพราะจะทำให้ต้นข้าวล้มได้ง่าย

ลุงทองดี จึงนับเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้ในเรื่องของการปลูกข้าวไร่เป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่เขาอยากเรียนรู้เพิ่มเติมคือ การทำยากำจัดแมลง จากสารสกัดจากธรรมชาติ เพราะไม่ต้องการใช้เคมีในการปลูกข้าว เพื่อให้คนในครอบครัวอันเป็นที่รักกินนั่นเอง
#ทุกวิกฤตผ่านได้เพราะคนไทยไม่ท้อไม่ถอย
#ศาสตร์ของพระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ
Website: www.pidthong.org
Twitter: twitter.com/pidthong
Instagram: instagram.com/pidthonglangphra_
Threads: threads.net/@pidthonglangphra_
YouTube: https://youtube.com/@pidthong
Line: https://bit.ly/3sumjTn
Tiktok: https://bit.ly/3ZkPmXv
