วันนี้ (20 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนําของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสําคัญสูงสุดกับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าประเทศ สร้างความเสียหายต่อรัฐ และเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนแก่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานแถลงผลปฏิบัติการตรวจสอบและปราบปรามการลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัล (Bitcoin) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, กรมการปกครอง, สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสืบสวนรวบรวมข้อมูลเชิงรุก

ปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้สนธิกําลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจํานวน 14 จุด ใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี, จังหวัดยโสธร, จังหวัดอํานาจเจริญ, จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม ผลการตรวจสอบพบการกระทําความผิดชัดเจนในลักษณะของการดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้า และการลักลอบต่อไฟตรงเพื่อนํากระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องขุดเหมืองเงินดิจิทัลโดยไม่ผ่านมิเตอร์ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของระบบจําหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเครื่องขุดเหมืองเงินดิจิทัลของกลางได้รวมทั้งสิ้น 315 เครื่อง

"จากการประเมินมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นพบว่าสูงถึง 40.38 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าปรับกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าจํานวน 5.38 ล้านบาท และค่าปรับปรุงหน่วยไฟฟ้าอีกประมาณ 35 ล้านบาท ซึ่งในขณะนี้ทางด้านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดและเข้าแจ้งความดําเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องทุกรายแล้ว" รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวเน้นย้ําว่า การลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงแค่การลักทรัพย์หรือกระทําผิดกฎหมายทั่วไปเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าของประเทศ กระทบต่อประสิทธิภาพของระบบจ่ายไฟ และสร้างภาระต้นทุนทางอ้อมให้กับประชาชนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หลังจากนี้รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อตรวจสอบและปราบปรามการลักลอบใช้ไฟฟ้าในทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและปกป้องผลประโยชน์ของรัฐในระยะยาว