สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

พระประวัติ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

พระองค์ทรงมีพระราชจริยวัตรอันงดงาม เปี่ยมด้วยพระวิริยะอุตสาหะในการศึกษาความรู้และการปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

ด้านการศึกษา

ทรงศึกษาระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้นที่ โรงเรียนราชินี และมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนจิตรลดา

จากนั้นทรงสําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท และเอกด้านกฎหมายที่ มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันทรงศึกษากฎหมายที่สํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาที่ประเทศไทยควบคู่กันไป

การทรงงาน

ด้านกฎหมายและงานอัยการ

ภายหลังสําเร็จการศึกษาทรงเข้ารับราชการในสํานักงานอัยการสูงสุด ในตําแหน่งอัยการผู้ช่วย และทรงปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาและกระบวนการยุติธรรม

พระองค์ทรงให้ความสําคัญกับ “ความเป็นธรรมในทุกมิติ” โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ต้องขังหญิงและเยาวชน ซึ่งนําไปสู่การริเริ่ม โครงการกําลังใจ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและส่งเสริมโอกาสในการกลับคืนสู่สังคม

จากการปฏิบัติพระกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และบทบาทสตรีที่ได้รับรางวัลจากในประเทศแล้ว ในระดับนานาชาติยังได้รับรางวัล Model of Recognition และรางวัล UNIFEN Award of Excellence

ด้านการต่างประเทศ

พระองค์ทรงมีบทบาทสําคัญในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบความร่วมมือขององค์การสหประชาชาติ และสํานักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ

พระองค์ทรงมีส่วนสําคัญในการผลักดัน “ข้อกําหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules)” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ถือเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงดํารงตําแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจําออสเตรีย และทูตสันถวไมตรีของสํานักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งสะท้อนบทบาทด้านการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างโดดเด่น

ด้านการทหาร

พระองค์ทรงมีบทบาทในด้านการทหาร โดยทรงเข้ารับการฝึกและปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพอย่างจริงจัง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้โอนย้าย เป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ได้รับพระราชทานยศทางทหารตามลําดับ และปัจจุบันทรงได้รับพระราชทานยศ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอกหญิง ซึ่งเป็นยศสูงสุดของกองทัพไทย สะท้อนถึงพระเกียรติยศและพระปรีชาสามารถในทุกภารกิจที่ทรงปฏิบัติ

บทบาทด้านการทหารของพระองค์สะท้อนถึง “ความมีวินัย ความเข้มแข็ง และความเสียสละ” อันเป็นคุณลักษณะสําคัญของผู้นํา อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้กับสตรีไทยในการมีส่วนร่วมในภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ

ด้านการสาธารณกุศล

พระองค์ทรงดํารงตําแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างครบวงจร

และทรงก่อตั้ง “โครงการกําลังใจในพระดําริ” ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง การส่งเสริมสิทธิสตรี และการคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน

พระประวัติของพระองค์จึงเป็นแบบอย่างแห่งการใช้ความรู้ ความสามารถ และพระเมตตา เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชน