โรงงานปลาป่นจังหวัดสมุทรสาครเดินหน้ารับซื้อปลาหมอคางดําอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรับซื้อแล้วมากกว่า 33,000 กิโลกรัม หลังกรมประมงปรับขั้นตอนให้เกษตรกรและชาวประมงสามารถนําปลามาจําหน่ายได้สะดวกขึ้น เพียงแสดงบัตรประจําตัวประชาชนที่จุดรับซื้อ โดยไม่ต้องขอเอกสารรับรองจากหน่วยงานในพื้นที่ 

นายปรีชา ศิริแสงอารําพี เจ้าของบริษัท ศิริแสงอารําพี จํากัด โรงงานผลิตปลาป่นมาตรฐานสากลในอําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่โรงงานปลาป่นศิริแสงอารําพีร่วมมือกับประมงจังหวัดเปิดรับซื้อปลาหมอคางดําในราคากิโลกรัมละ 10 บาทตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา และปรับเงื่อนไขให้สะดวกมากขึ้น ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรและชาวประมงจากหลายพื้นที่ ทั้งสมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานคร และเพชรบุรี นําปลามาจําหน่ายอย่างต่อเนื่องทุกวัน 

"เกษตรกรตอบรับค่อนข้างดี เพราะสามารถนําปลาที่จับได้มาขายโดยตรง ไม่ต้องผ่านผู้รวบรวม ทําให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดําในแหล่งน้ํา  ในแต่ละวันมีผู้นําปลาหมอคางดํามาส่งให้โรงงานไม่น้อยกว่า 30,000 กิโลกรัม" นายปรีชากล่าว

ทั้งนี้ โรงงานยังคงเปิดรับซื้อปลาหมอคางดําจากทุกจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการปลาหมอคางดําในพื้นที่ต่าง ๆ และเพิ่มช่องทางการใช้ประโยชน์จากปลาที่จับได้ โดยจะนําไปแปรรูปเป็นปลาป่นสําหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ 

ทั้งนี้ประมงจังหวัดสมุทรสาครได้กําหนดกรอบแนวทางในการรับซื้อ 2 แนวทาง คือ เกษตรกรนําปลาขายให้โรงงานโดยตรง ซึ่งได้ราคารับซื้อที่กิโลกรัมละ 10 บาท หรือ เกษตรกรนํามาจําหน่ายผ่านแพรวบรวมจะได้กิโลกรัมละ 8 บาท (แพรับซื้อได้ 2 บาท) นอกจากนี้ เงื่อนไขในการนําปลาหมอคางดํามาจําหน่ายที่โรงงานโดยตรง เกษตรกรใช้บัตรประชาชนแสดงยืนยันกับจุดรับซื้อที่โรงงานเท่านั้น โรงงานจะรับผิดชอบในการรายงานผลการรับซื้อกับทางผู้ว่าราชการจังหวัด และประมงจังหวัดทุกวัน ลดภาระให้กับเกษตรกร รวมทั้งขอความร่วมมือให้เกษตรกรและผู้ขนส่งดําเนินการขนย้ายอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหลุดรอดระหว่างการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการแพร่กระจายในพื้นที่ใหม่

ความร่วมมือระหว่างโรงงานปลาป่นและกรมประมงในครั้งนี้ นับเป็นอีกกลไกสําคัญในการเร่งนําปลาหมอคางดําออกจากระบบนิเวศ ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ชุมชนและชาวประมงเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวทาง "จับ-ใช้ประโยชน์-ลดการแพร่ระบาด" ที่กําลังได้รับความสนใจมากขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ