รัฐบาลยืนยันร้านค้าไทยช่วยไทยพลัสไม่ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ย้ํายอดขายในแอปถุงเงินไม่ถูกนําไปประเมินภาษีแบบเจาะจงรายบุคคล

วันที่ 2 มิ.ย.69 - รัฐบาลออกมายืนยันอีกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” หลังมีความกังวลว่าการเข้าร่วมโครงการอาจนําไปสู่การถูกตรวจสอบหรือเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง โดยนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระแสตอบรับโครงการในวันแรกเป็นไปอย่างคึกคัก แต่ยังมีร้านค้าบางส่วนลังเลเข้าร่วม เนื่องจากกังวลเรื่องภาษี

รัฐบาลยืนยันว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง โดยเฉพาะร้านค้ารายเล็กและรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ต่อปีไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทั้งนี้ การพิจารณาภาระภาษีของผู้ประกอบการ จะอ้างอิงจากรายได้รวมตลอดทั้งปี ไม่ใช่ดูเฉพาะช่วงที่เข้าร่วมโครงการแล้วมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราว

รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ย้ําว่า ข้อมูลยอดขายที่เกิดขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จะไม่ถูกส่งให้กรมสรรพากรเพื่อนําไปใช้ตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังแบบเฉพาะเจาะจงตามที่มีการแชร์ข้อมูลกันในสังคมออนไลน์ 

อย่างไรก็ตาม หากร้านค้ามีรายได้รวมจากทุกช่องทางถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกําหนด ก็ยังมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตามปกติเช่นเดียวกับผู้ประกอบการทั่วไป โดยการพิจารณาจะดูจากรายได้ทั้งหมด ไม่ได้จํากัดเฉพาะยอดขายที่เกิดจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส  รัฐบาลจึงขอให้ผู้ประกอบการรับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐโดยตรง และอย่าหลงเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลคลาดเคลื่อนที่อาจทําให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว