ผลวิเคราะห์ล่าสุดจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า วิกฤตโลกร้อนได้เปลี่ยนสภาพอากาศของนครเมกกะไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ผู้แสวงบุญในพิธีฮัจญ์หลายล้านคนต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดในระดับอันตราย แม้จะเป็นช่วงเดือนนอกฤดูร้อนก็ตาม
วันที่ 30 พ.ค.69 - รายงานจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ World Weather Attribution (WWA) และสถาบันอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน เผยว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทําให้อุณหภูมิในเดือนพฤษภาคมที่นครเมกกะพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส กลายเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทุก 2-3 ปี ทั้งที่ในอดีตความร้อนระดับนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนพฤษภาคมร้อนขึ้นกว่ายุคก่อนวิกฤตสภาพภูมิอากาศถึง 3.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้การประกอบพิธีฮัจญ์อันตรายเทียบเท่ากับการจัดงานในช่วงกลางฤดูร้อนในอดีต

เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา มีผู้แสวงบุญเสียชีวิตจากสภาพอากาศร้อนจัดและความชื้นสูงทะลุ 1,300 ราย ในช่วงการจัดพิธีฮัจญ์เดือนมิถุนายน เนื่องจากพิธีฮัจญ์ยึดตามปฏิทินจันทรคติอิสลาม ซึ่งสั้นกว่าปฏิทินสุริยคติสากล 10-11 วัน ทําให้ช่วงเวลาการจัดพิธีจะขยับเร็วขึ้นทุกปีและหมุนเวียนไปทุกฤดูในรอบ 33 ปี ทําให้กลุ่มผู้แสวงบุญที่ต้องเดินเท้ากลางแจ้งเป็นระยะทางไกลตลอด 5 วัน มีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ทางการซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้จัดงานและเป็นผู้ผลิตน้ํามันรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก จะมีการนํามาตรการบรรเทาความร้อนมาใช้ เช่น การทําทางเดินที่มีร่มเงา ติดตั้งสถานีทําความเย็น พ่นละอองน้ํา และขยายบริการทางการแพทย์ ซึ่งช่วยลดจํานวนผู้ป่วยลงได้บางส่วน แต่นักวิชาการมองว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ที่มา : The Guardian / AP




