ภายหลังการปิดระบบลงทะเบียนภาคประชาชนเมื่อเวลา 22.05 น. วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ยอดรวมผู้สมัครเข้าร่วมโครงการพุ่งแตะระดับ 26,040,000 ราย ตอกย้ําความต้องการมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชนในช่วงครึ่งปีหลังอย่างรุนแรง โดยทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้จัดเตรียมระบบเซิร์ฟเวอร์รองรับเม็ดเงินหมุนเวียนเวทีการค้าหน้างานจริงที่จะคิกออฟตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป

พิมพ์เขียวมาตรการและไทม์ไลน์สําหรับภาคผู้ประกอบการร้านค้า:

  • ร้านค้าหน้าใหม่ (ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการรัฐ): รัฐบาลขยายเวลาเปิดรับคําขอลงทะเบียนเชื่อมระบบไปจนถึง วันที่ 31 กรกฎาคม 2569

  • ร้านค้าหน้าเดิม (ฐานข้อมูลคนละครึ่ง พลัส): ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ เพียงเปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” แล้วกดกดยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข (Terms and Conditions) ใหม่เพื่อเปิดระบบรับเงินร่วมจ่ายได้ทันที

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้เปิดตัวฟังก์ชันพิเศษซึ่งถือเป็นทีเด็ดในการยกระดับโครงสร้างธุรกิจรายย่อย (SME) โดยการติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้รหัส “นกกระซิบ” ลงบนแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการค้าส่วนตัวให้แก่ผู้ประกอบการรายเล็กฟรี

4 ฟังก์ชันหลักของ AI “นกกระซิบ” บนแอปถุงเงิน:

  1. วิเคราะห์ดาต้าคําสั่งซื้อ (Sales Analytics): ประมวลผลสถิติตัวเลขยอดขายรายวันและรายเดือนเพื่อชี้เป้าสินค้าขายดี

  2. บริหารระบบสต๊อกสินค้า (Inventory Management): แจ้งเตือนปริมาณสินค้าคงคลังอัจฉริยะ ดักทางปัญหาทุนจมหรือสินค้าขาดตลาด

  3. ประเมินสุขภาพทางการเงิน (Financial Health Check): สรุปงบดุล รายรับ-รายจ่าย ประเมินความสามารถในการทํากําไรของร้านค้า

  4. เปิดทางด่วนเข้าถึงสินเชื่อ (Credit Scoring): แปลงข้อมูลการซื้อขายบนระบบให้เป็นโปรไฟล์ความน่าเชื่อถือทางบัญชี เพื่อใช้ประกอบการยื่นขออนุมัติสินเชื่อดอกเบี้ยต่ําจากสถาบันการเงินในระบบ ปิดประตูตายกลุ่มนายทุนหนี้นอกระบบ

รัฐบาลยืนยันว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสรอบนี้ไม่ได้เน้นแจกเงินเพื่อบริโภคระยะสั้นแล้วจบไป แต่เป็นการนําระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้าไปฝังตัวในระบบการค้าขายของประชาชนฐานราก เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถนําข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data) ไปใช้วางแผนกลยุทธ์เชิงพาณิชย์และตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยําเท่าทันกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในอนาคต