ตํารวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีสนธิกําลังร่วมฝ่ายความมั่นคงและตํารวจทางหลวง วางแผนดักซุ่มสกัดจับ 2 ผัวเมียเครือข่ายค้าอาวุธสงครามรายใหญ่คารถเก๋งทะเบียนระยอง บนถนนสายยุทธศาสตร์ทางหลวงหมายเลข 24 ท้ายหมู่บ้านเดชอุดม ตรวจค้นท้ายรถผงะพบปืนอาก้า AK47 จํานวน 5 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนกลหนักและกระสุนเจาะเกราะรวมกว่า 7,118 นัด เตรียมลําเลียงส่งลูกค้าภาคเหนือ ผู้ต้องสารภาพรับจ้างจากเพื่อนสนิทในเรือนจําเดียวกันให้ไปรับของจากชายแดนสุรินทร์จ่อส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชน ด้านแหล่งข่าวความมั่นคงชี้ชัดเป็นอาวุธตกค้างลักลอบมาจากประเทศเพื่อนบ้าน

พันตํารวจเอกบุรภัช บุรีภักดี รองผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เดชอุดม ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงผลการจับกุมเครือข่ายลักลอบค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหาสําคัญได้ 2 ราย คือ นายสุรเชฐ ก้อนทอง อายุ 46 ปี และ นางสาวสุพรรษา ตรีบุญ อายุ 39 ปี พร้อมจับกุมรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียนจังหวัดระยอง ที่ใช้ในการลําเลียงสิ่งของผิดกฎหมาย

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากชุดสืบสวนได้รับแจ้งเบาะแสสําคัญจากสายลับว่าจะมีการเคลื่อนย้ายคลังแสงย่อยผ่านพื้นที่รับผิดชอบ จึงระดมกําลังฝ่ายความมั่นคงตั้งจุดสกัดถาวรและดักซุ่มบนถนนทางหลวงหมายเลข 24 จนกระทั่งเวลา 23.00 น. พบรถยนต์เป้าหมายขับผ่านบริเวณบ้านนากระแซง จึงแสดงตัวเข้าสกัดและทําการตรวจค้นจนพบอาวุธสงครามร้ายแรงซุกซ่อนอยู่บริเวณห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ

สรุปรายการอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนของกลางที่ตรวจยึด:

  • อาวุธปืน AK47 (ปืนอาก้า) จํานวน 5 กระบอก พร้อมซองกระสุน 5 ซอง

  • กระสุนปืนขนาด 7.62 มม. (ใช้กับปืนอาก้า) จํานวน 6,450 นัด

  • กระสุนปืนกลหนัก M60 จํานวน 500 นัด

  • กระสุนปืนต่อต้านอากาศยาน/เจาะเกราะ ขนาด 12.7 มม. จํานวน 168 นัด

  • รวมเครื่องกระสุนสงครามทั้งหมด: 7,118 นัด

จากการสอบสวนปากคํา นายสุรเชฐ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากเพื่อนสนิทที่เคยต้องโทษจําคุกอยู่ในเรือนจําเดียวกัน ให้มาทําหน้าที่ขับรถรับอาวุธสงครามทั้งหมดจากพื้นที่ อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อนําไปส่งต่อให้ลูกค้าในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดลําพูน โดยใช้วิธีการแฝงตัวส่งผ่านระบบบริษัทขนส่งเอกชน ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยครั้งละ 10,000 – 20,000 บาท และยอมรับว่าเคยลักลอบทําสําเร็จมาแล้ว 3 ครั้ง

ด้านวิเคราะห์ของแหล่งข่าวความมั่นคงตามแนวชายแดน ระบุว่า อาวุธและระเบิดกระสุนล็อตนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าถูกลักลอบขนย้ายผ่านช่องทางธรรมชาติมาจากฝั่งประเทศกัมพูชา โดยเป็นกลุ่มอาวุธตกค้างจากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนในอดีต ซึ่งถูกกลุ่มนายทุนรวบรวมกลับเข้าสู่ตลาดมืด เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และพกพาอาวุธไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร” พร้อมควบคุมตัวส่งดําเนินคดีและเร่งขยายผลแกะรอยข้อมูลโทรศัพท์เพื่อดักจับผู้ร่วมขบวนการทั้งต้นทางและปลายทางต่อไป