บรรยากาศการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในพื้นที่เขตเทศบาลนครขอนแก่นเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยและกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารแห่เดินทางไปต่อคิวผูกระบบแอปพลิเคชันถุงเงิน ณ ธนาคารกรุงไทย แน่นขนัดก่อนปิดระบบรับสมัครในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นี้ เสียงส่วนใหญ่ชี้ช่วยดึงยอดขายฟื้นไข้เศรษฐกิจซบเซาหลังสงกรานต์ แต่รุมสับวงเงินเดือนละ 1,000 บาท 4 เดือน ไม่สอดคล้องสถานการณ์จริง เหตุวิกฤตค่าครองชีพดิ่งเหว-สินค้าต้นทุนปรับราคาแพงขึ้นยกแผง จี้รัฐบาลปรับมาตรการอุ้มผู้ประกอบการระยะยาวและคัดกรองเฉพาะร้านที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบบรรยากาศตามจุดบริการจัดทําธุรกรรมและพื้นที่ตลาดสดในเขตเทศบาลนครขอนแก่น พบว่าผู้ประกอบการร้านค้าส่วนใหญ่ตื่นตัวและเร่งเข้าสู่ระบบลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเริ่มเปิดใช้จ่ายจริงงวดแรกในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ โดยกลุ่มร้านค้าแนะนําเทคนิคการเตรียมความพร้อมหน้างานว่า ควรสมัครติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินให้เสร็จสิ้นล่วงหน้าก่อนเดินทางมาติดต่อที่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งจะช่วยลดเวลาขั้นตอนการยืนยันตัวตนเหลือเพียง 10 นาที อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตามสาขาธนาคารยังมีข้อจํากัดเรื่องปริมาณประชาชนที่มารอคิวจํานวนมากจนส่งผลให้ระยะเวลารอคอยเฉลี่ยสูงถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง

ข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่:

  • เกณฑ์คัดเลือกร้านค้า: เสนอให้รัฐบาลกําหนดเงื่อนไขให้สิทธิ์เฉพาะร้านค้าที่จดทะเบียนพาณิชย์และขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างระบบการแข่งขันที่โปร่งใส ป้องกันกลุ่มฉวยโอกาส และส่งผลดีต่อระบบภาษีของภาครัฐในระยะยาว

  • โครงสร้างวงเงินเยียวยา: วงเงินเดือนละ 1,000 บาท (รวม 4,000 บาทตลอดโครงการ) สามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยสภาวะปัจจุบันที่ราคาสินค้าและวัตถุดิบอาหารดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทําให้มูลค่าเงินดังกล่าวซื้อของได้ในปริมาณที่น้อยลงเมื่อเทียบกับโครงการในอดีต วงเงินนี้จึงอาจไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนกําลังซื้อ

  • ความยั่งยืนของโครงการ: กลุ่มพ่อค้าแม่ค้ามองว่ามาตรการนี้เป็นเพียงการกระตุ้นยอดขายระยะสั้นเฉพาะช่วงเวลาที่มีโครงการเท่านั้น รัฐบาลไม่ควรจํากัดวงเงินเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ควรขยายสิทธิ์ไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทอื่นที่สร้างความยั่งยืน และวางโรดแมปสนับสนุนผู้ประกอบการฐานรากในระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง