กระทรวงสาธารณสุขยกระดับมาตรการทางกฎหมายขั้นสูงสุด ประกาศเขตติดโรคติดต่ออันตรายเพิ่ม 2 ประเทศ ได้แก่ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก” และ “สาธารณรัฐยูกันดา” สั่งออกระเบียบกักกันและแยกกักตัวผู้เดินทางทุกคนอย่างน้อย 21 วัน เพื่อตัดวงจรและสกัดกั้นเชื้อไวรัสอีโบลา (สายพันธุ์ Bundibugyo) บังคับอากาศยานจากพื้นที่เสี่ยงแลนดิ้งผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ด้านคลังรับลูกช่วยออกค่าใช้จ่ายกักตัวให้ใน 72 ชั่วโมงแรก 

นายแพทย์ สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้บังคับใช้มาตรการทางสาธารณสุขระดับสูงสุดในการคัดกรองและควบคุมผู้เดินทางที่มาจากหรือผ่าน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) และสาธารณรัฐยูกันดา หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC)

เปิดกฎเหล็กมาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าไทย:

  • สายการบินและช่องทางเข้าประเทศ: อนุญาตให้ผู้เดินทางจากดีอาร์คองโกและยูกันดา เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

  • กรณีผู้เดินทาง "ไม่มีอาการป่วย": เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะออกคําสั่งให้เข้าสู่กระบวนการกักกันโรค (Quarantine) ในสถานที่ที่รัฐกําหนดเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน

  • กรณีผู้เดินทาง "มีอาการเข้าข่ายติดเชื้อ": จะถูกส่งตัวเข้าสู่ระบบแยกกักรักษา (Isolation) ในสถานพยาบาลของรัฐทันทีอย่างน้อย 21 วัน

  • การสนับสนุนงบประมาณ: กรมควบคุมโรคจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกักกันและแยกกักโรคให้แก่ผู้เดินทางใน 72 ชั่วโมงแรก

สําหรับสถานการณ์การระบาดในทวีปแอฟริกาล่าสุด ดีอาร์คองโกมีผู้ป่วยสงสัยสะสมแล้ว 867 ราย เสียชีวิต 214 ราย และพบการแพร่ระบาดข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศยูกันดา ซึ่งมีผู้ป่วยยืนยันแล้ว 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว แต่เนื่องจากมีอัตราการเคลื่อนย้ายประชากรทั่วโลกสูง กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องประสานกองทัพ ฝ่ายความมั่นคง และสํานักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ร่วมกันแกะรอยและติดตามถิ่นที่อยู่ของผู้เดินทางกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ยืนยันระบบเฝ้าระวัง ห้องปฏิบัติการ (Lab) และเวชภัณฑ์ของไทยมีความพร้อมรับมือร้อยเปอร์เซ็นต์