25 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปารีส) ณ ทําเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l’Elysée) นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เปิดทําเนียบต้อนรับและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ําแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการหารือข้อตกลงทวิภาคีที่สําคัญรวม 4 มิติ ดังนี้:
1. ปั๊มยอดลงทุนอุตสาหกรรมอนาคตและ AI
สองผู้นําเห็นพ้องร่วมกันในการผลักดันมูลค่าการค้า โดยฝรั่งเศสเล็งขยายการลงทุนในไทยด้านอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น พลังงานทางเลือก อวกาศและการบิน สายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสําหรับ AI Data Center ซึ่งสอดรับกับผลการเจรจากับกลุ่ม MEDEF International และภาคเอกชนชั้นนําของฝรั่งเศสที่แสดงความพร้อมเข้ามาตั้งฐานระบบในไทย ขณะเดียวกันฝรั่งเศสพร้อมเปิดรับและส่งเสริมให้กลุ่มทุนไทยเข้าไปขยายธุรกิจในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น
2. เร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป
นายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) โดยตั้งเป้าหมายต้องสรุปผลการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้ พร้อมขอบคุณฝรั่งเศสที่ทําหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนและสนับสนุนกระบวนการเจรจาในสภายุโรปมาโดยตลอด ชี้เป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองภูมิภาค
3. ขยายแนวรบความมั่นคงไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์
นอกจากความร่วมมือทางทหารผ่านการฝึกคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) แล้ว ทั้งสองประเทศเตรียมยกระดับความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามออนไลน์ ซึ่งสอดรับกับนโยบายกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติของไทย ที่เปิดฉากจับกุม ยึดทรัพย์ และส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปดําเนินคดีแล้วเป็นจํานวนมาก
4. แจงเวทีโลกปมยกเลิก MOU 44 กับกัมพูชา
นายกรัฐมนตรียืนยันต่อหน้าผู้นําฝรั่งเศสว่า ประเทศไทยยึดมั่นในหลักอธิปไตย กฎหมายสากล และความสงบเรียบร้อย สําหรับการตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวไม่มีความคืบหน้ามานานเกือบ 25 ปี ไทยจึงเปลี่ยนมาใช้กรอบกฎหมายสากลอย่างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นฐานในการเจรจาของทั้งสองประเทศ ส่วนปัญหาแนวเขตแดนทางบก จะยึดการดําเนินการตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ที่ลงนามไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และระบุชัดเจนว่าต้องอาศัยการพิสูจน์ความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาเป็นสําคัญ
ผู้เข้าร่วมหารือฝั่งฝรั่งเศสประกอบด้วยรัฐมนตรีและที่ปรึกษาระดับสูง นําโดย Jean-Noël Barrot รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุโรปและการต่างประเทศ และ Jean-Claude Poimboeuf เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจําประเทศไทย เข้าร่วมบันทึกข้อตกลงแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan 2026-2028) เพื่อประกาศความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการ




