89 สว. แท็กทีมโต้กลับ “ณัฐพงษ์” ปมโพสต์ ‘ระบอบสีน้ําเงิน’ บิดเบือน-ด้อยค่าวุฒิสภา ขู่ฟ้องหากไม่ขอโทษใน 3 วัน ยันสมาชิกทุกคนมาตามกฎหมาย ไร้เอี่ยวเงารัฐประหารปี 57 พร้อมพิทักษ์สถาบันฯ และยืนหยัดเกณฑ์แก้รัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3
สมาชิกวุฒิสภา 89 คน รวมตัวแถลงจุดยืนบริเวณโถงชั้น 1 อาคารรัฐสภา เพื่อตอบโต้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคพรรคประชาชน และผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิจารณ์วุฒิสภา โดยระบุว่าการเมืองไทยอยู่ภายใต้ ระบอบสีน้ําเงิน และกล่าวหาวุฒิสภา ว่าบ่อนทําลายหลักการสําคัญของระบอบประชาธิปไตย
โดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิสภา ในฐานะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภา แถลงว่า ข้อกล่าวหาของนายณัฐพงษ์เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ มีเจตนายั่วยุ ปลุกปั่น และบ่อนทําลายความน่าเชื่อถือของวุฒิสภา พร้อมยืนยันว่า สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับการรัฐประหารเมื่อปี 2557 และการนําเหตุการณ์ดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับวุฒิสภาชุดปัจจุบันถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง
รัฐธรรมนูญปี 2560 ผ่านการทําประชามติจากประชาชนก่อนประกาศใช้ และทุกพรรคการเมือง รวมถึงพรรคของนายณัฐพงษ์เอง ก็เคยส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาแล้ว จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียง มรดกของคณะรัฐประหาร ตามที่ถูกกล่าวหา
พร้อมกันนี้ วุฒิสภายังยืนยันว่า สมาชิกวุฒิสภาชุดที่ 13 มาจากกระบวนการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แม้จะมีข้อครหาบางประการ แต่ตราบใดที่องค์กรอิสระหรือศาลยังไม่มีคําวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ สมาชิกทุกคนยังถือว่าปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย และย้ําว่า สว.ทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และพร้อมรับการตรวจสอบ
สําหรับคําว่า ระบอบสีน้ําเงิน.ที่นายณัฐพงษ์ใช้ ขอเรียกร้องให้อธิบายอย่างชัดเจนว่าหมายถึงอะไร หรือพาดพิงถึงบุคคลหรือสถาบันใด พร้อมยืนยันว่า วุฒิสภาไม่ได้อยู่ภายใต้ ระบอบสีน้ําเงิน ตามที่ถูกกล่าวหา แต่ทําหน้าที่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และมีหน้าที่พิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ออกมาแถลงขอโทษต่อวุฒิสภาภายใน 3 วัน หากไม่ดําเนินการ จะพิจารณาดําเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นที่อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท
ส่วนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพิสิษฐ์ย้ําว่า วุฒิสภายังคงยืนยันหลักการเดิมตามมาตรา 256 ที่กําหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 พร้อมระบุว่า หากจะพิจารณาร่างแก้ไขต่าง ๆ เมื่อมีการยื่นเข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการ โดยย้ําว่า สว.พร้อมสนับสนุนทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน




