นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบนโยบาย ทีมไทยแลนด์ยุโรป ระหว่างประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยประจํา 24 ประเทศในยุโรป ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยย้ําชัดว่า โลกยุคใหม่ ไทยจะรอไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องเดินเกมการทูตเชิงรุก ที่สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับมาถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายกระทรวง ร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยในยุโรปแบบเต็มรูปแบบ ใช้เวลาหารือนานกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อวางยุทธศาสตร์ร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การศึกษา และความมั่นคงระหว่างประเทศ
หนึ่งในภารกิจสําคัญที่รัฐบาลเร่งผลักดัน คือ การปิดดีล FTA ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็น “ประตูเศรษฐกิจ” สําคัญของไทยในอนาคต เพราะหากสําเร็จ จะช่วยลดภาษี ลดอุปสรรคทางการค้า และเปิดตลาดยุโรปให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดระดับพรีเมียมได้มากขึ้น
นายกรัฐมนตรีย้ําว่า รัฐบาลกําลังปรับวิธีทํางานใหม่ ให้ทุกหน่วยงานทํางานร่วมกันในรูปแบบ “คลัสเตอร์” ทั้งภาครัฐ BOI กระทรวงเศรษฐกิจ และทีมทูตไทยในต่างประเทศ เพื่อเร่งสปีดการเจรจา และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลก
สิ่งที่น่าสนใจคือ เสียงสะท้อนจากเอกอัครราชทูตหลายประเทศ ต่างมองตรงกันว่า ประเทศไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์โลกอีกครั้ง เพราะวันนี้ไทยไม่ได้ถูกมองแค่ฐานการผลิตราคาถูกอีกต่อไป แต่กําลังก้าวขึ้นเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจยุทธศาสตร์ ของโลก โดยเฉพาะในยุคที่โลกกําลังปรับห่วงโซ่อุปทานใหม่
รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันการทูต 2.0 หรือการทูตที่จับต้องได้ เน้นผลลัพธ์จริง ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม เพื่อให้การต่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เชื่อมโยงกลับมาสู่โอกาสของประชาชนไทยโดยตรง
อีกหนึ่งเป้าหมายใหญ่ คือ การเร่งพาประเทศไทยเข้าสู่ OECD ให้เร็วขึ้น จากเดิมวางกรอบไว้ 5 ปี เหลือเพียง 3 ปี ผ่านการยกระดับกฎหมาย มาตรฐานเศรษฐกิจ และกติกาการลงทุนให้เป็นสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกต่อประเทศไทย
นายกรัฐมนตรี ยังชูจุดแข็งของไทยในฐานะ “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและพลังงานแห่งอนาคต” โดยระบุว่า หลายประเทศอาเซียนกําลังให้ความสําคัญกับประเด็นนี้อย่างมาก และไทยมีศักยภาพพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นําในภูมิภาค
พร้อมกันนี้ ไทยกําลังจะเป็นเจ้าภาพเวทีระดับโลกหลายรายการ ทั้ง Gastech 2026 งานด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก การประชุม World Bank–IMF Annual Meetings 2026 และ Global Wellness Summit ซึ่งถือเป็นโอกาสสําคัญในการดึงดูดการลงทุน สร้างภาพลักษณ์ และยกระดับบทบาทไทยบนเวทีโลก
ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ย้ําว่า ประเทศไทยมีศักยภาพครบทั้งเสถียรภาพ โครงสร้างพื้นฐาน ภาคเอกชน และทําเลยุทธศาสตร์ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันในรูปแบบ “ทีมไทยแลนด์” ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของเศรษฐกิจโลกได้อย่างแน่นอน




