ศึกพลังงานโลกสะเทือนถึงไทย อุตสาหกรรมนมเผชิญความเสี่ยงใหม่ ขวดพลาสติกขาดแคลนจ่อกระทบสายการผลิต ดันน้ํานมดิบล้นตลาด ซ้ําเติมต้นทุนเกษตรกรพุ่ง
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา กําลังส่งแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีทั่วโลก ซึ่งเริ่มสะท้อนผลกระทบมาถึงภาคการผลิตในประเทศไทย โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมนม” ที่กําลังเผชิญความเสี่ยงใหม่จากการขาดแคลนวัตถุดิบสําคัญอย่างเม็ดพลาสติกสําหรับผลิตบรรจุภัณฑ์
แหล่งข่าวจาก คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เปิดเผยว่า บรรจุภัณฑ์พลาสติกถือเป็นองค์ประกอบหลักของกระบวนการผลิตนม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% โดยเฉพาะขวดพลาสติกสําหรับนมพาสเจอร์ไรส์ ขณะที่ผู้ผลิตหลายรายมีวัตถุดิบสํารองเพียงพอถึงช่วงเดือนเมษายนเท่านั้น หากสถานการณ์โลกยืดเยื้อ อาจนําไปสู่ภาวะขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ในวงกว้าง
ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลโดยตรงต่อกําลังการผลิตของโรงงานแปรรูปนม ซึ่งอาจต้องลดการผลิตลงอย่างมีนัยสําคัญ และกระทบต่อการรับซื้อน้ํานมดิบจากเกษตรกร ส่งผลให้ปริมาณน้ํานมดิบส่วนเกินในตลาดเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณวันละ 1,000 ตัน ซ้ําเติมภาระของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ต้องเผชิญต้นทุนสูงอยู่แล้ว
ในที่ประชุมภาคอุตสาหกรรม มีข้อเสนอให้ผู้ประกอบการเร่งหารือกับผู้ผลิตเครื่องจักรและผู้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพื่อเร่งหาแนวทางปรับเปลี่ยนไปใช้วัสดุทางเลือก หรือออกแบบบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ในระยะสั้น เพื่อลดแรงกระแทกจากวิกฤตที่กําลังเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งแก้ปัญหานมค้างสต็อกในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กําหนดหลักเกณฑ์ใหม่ให้จัดส่งนมถึงโรงเรียนภายใน 30 วันแรกของการเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2569 เพื่อให้นักเรียนได้บริโภคนมตั้งแต่วันแรกของการเรียน
ทั้งนี้ กําหนดเปิดภาคเรียนหลักอยู่ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 และบางแห่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม พร้อมเตรียมจัดกิจกรรม Kick Off ส่งมอบนมโรงเรียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 พฤษภาคม โดยมี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธาน
ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นด้านการเงินยังเป็นแรงกดดันสําคัญ โดย ชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จํากัด ระบุว่า เงินกู้ของ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย รวม 3 รอบ วงเงิน 1,200 ล้านบาท ยังถูกนําไปใช้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการชําระหนี้ให้เกษตรกรอย่างครบถ้วน โดยบางส่วนถูกนําไปใช้เพื่อรักษาสภาพการผลิต เช่น ค่าใช้จ่ายด้านบรรจุภัณฑ์
กลุ่มเกษตรกรจึงออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากเงินกู้รอบที่ 3 วงเงิน 600 ล้านบาท ยังไม่ถูกนําไปใช้ตามวัตถุประสงค์เดิม จะดําเนินการทางกฎหมายทันที พร้อมย้ําว่าเงินดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกษตรกรควรได้รับอย่างเป็นธรรม
ทั้งนี้ ภาพรวมของอุตสาหกรรมโคนมไทยยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ยอดบริโภคนมลดลง รวมถึงผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่เปิดทางให้นําเข้านมผงราคาถูก ส่งผลให้ปริมาณน้ํานมดิบในประเทศล้นตลาดต่อเนื่อง
ภาครัฐจึงต้องเดินหน้ามาตรการรับซื้อน้ํานมดิบเพิ่มเติม โดยใช้งบประมาณช่วยเหลือรวม 600 ล้านบาท ครอบคลุมสหกรณ์ 44 แห่ง และเกษตรกรมากกว่า 5,000 ราย เพื่อดูดซับน้ํานมส่วนเกินและประคองอาชีพผู้เลี้ยงโคนม โดยคาดว่าจะทยอยชําระคืนภายในระยะเวลา 7 ปี




