สถานการณ์ไฟป่าภาคเหนือกลับมาวิกฤต! ตรวจพบจุดความร้อนพุ่งสูงกว่าวานนี้ 4 เท่า รวม 2,363 จุด แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่ยังหนัก เร่งระดมเฮลิคอปเตอร์-โดรนพระราชทานโปรยน้ําดับไฟบนเขาสูง

สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นควันในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือกลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้ง หลังผลการตรวจสอบในช่วงเช้าวันนี้ (9 เมษายน 2569) พบจุดความร้อน (Hotspot) พุ่งสูงขึ้นจากวันก่อนหน้าถึง 4 เท่าตัว โดยมียอดรวมสะสมสูงถึง 2,363 จุด จังหวัดที่พบจุดความร้อนสูงสุดคือ แม่ฮ่องสอน 776 จุด ตามมาด้วยเชียงใหม่ 231 จุด ซึ่งกระจายตัวอยู่ใน 18 อําเภอ โดยเฉพาะที่อําเภอเชียงดาวเพียงแห่งเดียวเกิดไฟป่ารุนแรงถึง 65 จุด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภูเขาสูงชันและหน้าผาหิน ทําให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยากลําบาก



วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพอากาศ โดยพบว่าค่าฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่อําเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พุ่งสูงที่สุดถึง 226.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่อําเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ วัดได้ 135.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งทั้งสองพื้นที่อยู่ในเกณฑ์สีแดงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก ภาพรวมทั้งภาคเหนือมีถึง 10 จังหวัดที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดง มีเพียงจังหวัดสุโขทัยเพียงแห่งเดียวที่คุณภาพอากาศยังไม่เกินค่ามาตรฐาน

ในการเร่งคลี่คลายสถานการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า ได้ยกระดับปฏิบัติการทางอากาศ โดยส่งเครื่องบิน AT-6 ขึ้นบินชี้เป้าพิกัดเป้าหมายในพื้นที่อําเภอฮอด อําเภอดอยเต่า และอําเภอลี้ ก่อนประสานเครื่องบิน BT-67 ของกองทัพอากาศเข้าปฏิบัติการทิ้งน้ําดับไฟอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ที่อําเภอเชียงดาวได้มีการใช้ "โดรนพระราชทาน" ขึ้นบินสํารวจพิกัดอย่างแม่นยํา เพื่อส่งต่อข้อมูลให้เฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (KA-32) เข้าปฏิบัติการโปรยน้ําดับไฟบนพื้นที่สูงชัน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ไฟลุกลามวงกว้างและลดปริมาณฝุ่นควันสะสมที่กระทบต่อสุขภาพประชาชนในขณะนี้