สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเผยแนวโน้มราคาน้ํามันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ทําให้ความสนใจต่อรถยนต์พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV

วันที่ 7 มี.ค.69 - นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เปิดเผยว่า ราคาน้ํามันที่มีแนวโน้มผันผวนสูง ทําให้ผู้บริโภคเริ่มหันมาพิจารณาทางเลือกด้านพลังงานที่มีต้นทุนต่ํากว่าในระยะยาว เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด

ข้อมูลต้นทุนการใช้พลังงานพบว่า รถยนต์ที่ใช้น้ํามันมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 2–3 บาทต่อกิโลเมตร ขณะที่การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านมีต้นทุนเพียง ประมาณ 70–80 สตางค์ต่อกิโลเมตร เท่านั้น ส่งผลให้ผู้บริโภคจํานวนมากมองว่ารถ EV สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมีนัยสําคัญ

นอกจากนี้ บรรยากาศตลาดรถยนต์ในช่วงใกล้งานมอเตอร์โชว์ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นความสนใจรถ EV เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายเตรียมนําเสนอโปรโมชั่นและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด

สําหรับภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ขณะนี้ยังไม่พบการปรับขึ้นค่าขนส่งอย่างมีนัยสําคัญจากราคาน้ํามันที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังคงจับตาสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ํามันผ่าน Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางสําคัญของการขนส่งน้ํามันโลก

ขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดรถยนต์ไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ในปีที่ผ่านมา พบว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนประมาณ 20% ของรถที่จดทะเบียนใหม่ ขณะที่รถยนต์ไฮบริดก็มีอัตราการเติบโตในระดับใกล้เคียงกัน

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นจากผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่พลังงานทางเลือก

ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ํามันโลก เนื่องจากประเทศไทยยังต้องนําเข้าน้ํามันเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี ขณะที่พลังงานไฟฟ้าสามารถผลิตได้ภายในประเทศ รวมถึงมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในอนาคต