เอกนิติเผย นายกฯ สั่งหากลยุทธ์ -แสวงหาโอกาส- ตั้งรับวิกฤตเศรษฐกิจ สงครามตะวันออกกลาง เตรียมมาตราการ 5 ด้าน มีพลังงานสํารอง 60 วัน สกัดผลกระทบประชาชน

วานนี้ 2 มี.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทันธ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ได้แถลงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการรองรับผลกระทบ รวมถึงแนวทางการปรับตัวต่อความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง แบ่งออกเป็นมาตรการ 5 ด้าน ดังนี้

ด้านพลังงาน ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือด้านพลังงาน เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ํามันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ํามันโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยหากราคาน้ํามันปรับเพิ่มขึ้น 5–10% จากระดับเดิม รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยไว้แล้ว

ประเทศไทยมีกลไกสําคัญในการดูแลผลกระทบระยะสั้น โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ํามันสํารองเพียงพอสําหรับการใช้งานประมาณ 60 วัน มาตรการระยะสั้นจะมุ่งดูแลไม่ให้ผลกระทบส่งต่อถึงประชาชนโดยตรง และมีเวลาเพียงพอในการบริหารจัดการสถานการณ์ด้านพลังงาน

ด้านการค้า ผลกระทบทางตรงด้านการค้ามีไม่มาก โดยไทยส่งออกไปยังตะวันออกกลางไม่ถึง 4% และนําเข้าประมาณ 8% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ํามัน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมอาจเกิดจากค่าระวางเรือและค่าพรีเมียมประกันภัยที่สูงขึ้นในช่วงสถานการณ์สงคราม ทําให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น โดยรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมมาตรการรองรับ

ด้านการท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงด้านการท่องเที่ยวมีไม่มากเช่นกัน นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียงประมาณ 4% ขณะเดียวกัน อาจเป็นโอกาสในด้านการบิน โดยผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกระทรวงคมนาคมมีความเห็นสอดคล้องกันว่าสามารถใช้สถานการณ์นี้เป็นโอกาสในการขยายตลาดได้

ด้านตลาดเงินและตลาดทุน โดยทั่วไป เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักเคลื่อนย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคํา อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 17% ลดลง ประมาณ 2% ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพที่ยังอยู่ในระดับดี นอกจากนี้ ไทยยังมีทุนสํารองระหว่างประเทศเกือบ 300,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาดทุนระยะหนึ่ง

ด้านแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศให้ความสําคัญกับการดูแลคนไทยในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยจะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทย

นอกจากนี้ ภาคเอกชนได้หารือร่วมกับภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้จัดทํากลยุทธ์รับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก และแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ โดยเฉพาะในมิติด้านการลงทุน