สภาพัฒน์จับตาใกล้ชิด! หลังศาลสูงสหรัฐฯ วินิจฉัยเบรกอํานาจ "ทรัมป์" ขึ้นภาษีตอบโต้ ชี้ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ แต่อาจส่งผลข้างเคียงทําเงินบาทแข็งค่ากระทบส่งออกไทย พร้อมคาดการณ์สหรัฐฯ เตรียมปรับแผนหันไปเก็บภาษีรายสินค้าและคุมเข้มกฎถิ่นกําเนิดแทน
[21 กุมภาพันธ์ 2569] – นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้าโลกหลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคําวินิจฉัยว่าการใช้อํานาจประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมองว่าในระยะสั้นจะช่วยให้บรรยากาศการค้าโลกผ่อนคลายลง

สภาพัฒน์คาดการณ์ว่า เมื่อไม่สามารถเก็บภาษีแบบตอบโต้เท่ากันทั่วโลกได้ ทรัมป์จะหันมาใช้กลยุทธ์เก็บภาษีแบบ "รายสินค้า" มากขึ้น ซึ่งไทยต้องจับตาดูว่าสินค้าชนิดใดจะตกเป็นเป้าหมาย รวมถึงความเข้มข้นในการตรวจสอบ กฎถิ่นกําเนิดสินค้า (Local Content) และ สินค้าในภูมิภาค (RVC) ที่อาจถูกนํามาเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบใหม่
แม้การยกเลิกภาษีตอบโต้จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และช่วยให้สินค้านําเข้ามีราคาถูกลง แต่ส่งผลต่อเนื่องทําให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งจะบีบให้ "เงินบาทแข็งค่าขึ้น" โดยอัตโนมัติ สถานการณ์นี้จะกลายเป็นโจทย์ยากสําหรับภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องภาระทางการคลังของสหรัฐฯ เนื่องจากรัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปก่อนหน้านี้ให้แก่บริษัทเอกชนทั่วโลก ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าสูงถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังที่สูงอยู่แล้ว หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ สั่นคลอนจากปัญหานี้ ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้




