ไทยใช้สิทธิตอบโต้ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ UN หลังกัมพูชากล่าวเท็จ ยืนยันเหตุปะทะเกิดจากกัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน พร้อมเผยรายงาน AOT ยืนยันทุ่นระเบิดที่ทําทหารไทยพิการ “เพิ่งถูกวางใหม่”

ประเทศไทยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการต่อที่ประชุม สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 หลังผู้แทนกัมพูชากล่าวถ้อยแถลงที่บิดเบือนสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ภายใต้ระเบียบวาระเรื่องการประสานงานด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติของสหประชาชาติ

นางสาว รัชดา สุเทพากุล อัครราชทูตที่ปรึกษา ผู้แทนถาวรไทยประจําสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก แสดงความเสียใจต่อผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่ประชาชนสองฝ่ายได้รับ พร้อมเรียกร้องให้รัฐภาคีเร่งปฏิบัติตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (APMBC)

อย่างไรก็ตาม เมื่อกัมพูชาใช้เวทียูเอ็นกล่าวถ้อยแถลงที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ผู้แทนไทยจึงได้ขอใช้ สิทธิตอบโต้ (Right of Reply) ทันที

ไทยระบุชัดว่า เหตุปะทะล่าสุดเกิดจากกองกําลังกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทยก่อน และยกผลการตรวจสอบของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ที่ยืนยันว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งทําให้ทหารไทย 7 นายพิการ “เป็นทุ่นระเบิดที่เพิ่งถูกวางใหม่” ไม่ใช่ของเก่าที่ตกค้างตามที่กัมพูชาพยายามอ้าง

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนรูปแบบการกระทําซ้ําซากของกัมพูชา ซึ่งพยายามปฏิเสธความรับผิดชอบ พลิกบทบาทเป็นผู้ถูกกระทํา และสร้างภาพลวงตาว่าเป็นฝ่ายรักษาสันติภาพ ทั้งที่การโจมตีของกัมพูชาได้ทําให้ พลเรือนกว่า 400,000 คน รวมถึงสตรีและเด็ก ต้องอพยพออกจากพื้นที่ปลอดภัย

ไทยประณามการกระทําที่ไร้การยั่วยุนี้ว่าเป็นการละเมิดอํานาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างชัดแจ้ง ไทยจึงต้องใช้ สิทธิป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยทุกมาตรการเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด และมุ่งตอบโต้เฉพาะ เป้าหมายทางทหาร เท่านั้น

ผู้แทนไทยย้ําว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การทูต และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อให้ชุมชนชายแดนกลับคืนสู่ความสงบ และลดความทุกข์ยากของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในปัจจุบัน