"ปธน.เกาหลีใต้" เดือด! สั่งเร่งช่วยเหยื่อลักพาตัวใน "กัมพูชา" หลังเหตุสลด "นศ." ถูกทรมานเสียชีวิต

ประธานาธิบดี อี แจ-มย็อง (Lee Jae-myung) แห่งเกาหลีใต้ ได้ออกคําสั่งเร่งด่วนระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมด” เพื่อช่วยเหลือพลเมืองชาวเกาหลีใต้ที่ถูกลักพาตัวในประเทศกัมพูชา และเร่งดําเนินการให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสามารถเดินทางกลับประเทศได้โดยเร็วที่สุด

คําสั่งดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่จํานวนชาวเกาหลีใต้ตกเป็นเหยื่อของ ขบวนการหลอกลวงจัดหางานผิดกฎหมายในกัมพูชา เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกล่อลวงไปทํางานและถูกทรมานจนเสียชีวิต ส่งผลให้ โช ฮยอน (Cho Hyun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ ต้องเชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบเพื่อหารืออย่างเร่งด่วน

ปธน.อี กล่าวอย่างเข้มงวดว่า “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งจัดตั้งช่องทางการประสานงานอย่างเป็นทางการระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศ ผ่านการหารือโดยตรงกับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อเร่งติดตามและนําตัวพลเมืองเกาหลีที่ถูกลักพาตัวกลับประเทศโดยทันที”

นอกจากนี้ ผู้นําเกาหลีใต้ยังได้สั่งการเพิ่มเติมให้รัฐบาล “ทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่” เพื่อจัดการกับปัญหานี้อย่าง เร่งด่วน แม่นยํา และเด็ดขาด พร้อมเน้นย้ําถึงความจําเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดของ มาตรการจํากัดการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงสูง เพื่อป้องกันเหตุซ้ํารอย

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (10 ต.ค.) กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้ประกาศยกระดับคําเตือนการเดินทางในกรุงพนมเปญ จากระดับ 2 (ให้ใช้ความระมัดระวัง) ขึ้นเป็นระดับ “คําเตือนพิเศษด้านการเดินทาง (Special Travel Advisory)” ซึ่งเป็นระดับเดียวกับพื้นที่ภาคใต้ของกัมพูชาและชายแดนที่ติดกับเวียดนาม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างการหารือกับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อเพิ่มจํานวนเจ้าหน้าที่ตํารวจเกาหลีใต้ประจําการในสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ รวมถึงการจัดตั้ง “Korean Desk” ภายในสํานักงานตํารวจแห่งชาติกัมพูชา เพื่อดูแลคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวเกาหลีโดยเฉพาะ

ข้อมูลทางการเปิดเผยว่า อาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจาก 81 คดีในปี 2565 เพิ่มเป็น 134 คดีในปี 2566 และพุ่งสูงถึง 348 คดีในปี 2567 ส่วนในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เพียงอย่างเดียวมีรายงานแล้วกว่า 303 คดี สะท้อนถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง