TV5HD Newsการเงินและการลงทุน
4 ขั้นตอนเกษียณแบบไม่ลำบาก ฉบับคนเริ่มต้นวางแผนทางการเงินช้า
พอพูดถึงคำว่าเงินเกษียณภาพแรกที่ปรากฏในสื่อก็คือเงินจำนวนหลายล้าน บางที่ก็บอกว่าต้องมี 10 ล้าน ถึงจะเกษียณไม่ลำบาก บางที่ก็บอกว่าต้องมี 30 ล้าน ถึงจะอยู่ได้ ยังไม่นับรวมค่าเงินเฟ้อ พอเห็นตัวเลขเหล่านี้หลายคนอาจท้อใจ และคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเงินมากขนาดนั้น จนเป็นที่มาของวลีติด...

ข่าวเด่น
เนื้อหาข่าว
พอพูดถึงคำว่าเงินเกษียณภาพแรกที่ปรากฏในสื่อก็คือเงินจำนวนหลายล้าน บางที่ก็บอกว่าต้องมี 10 ล้าน ถึงจะเกษียณไม่ลำบาก บางที่ก็บอกว่าต้องมี 30 ล้าน ถึงจะอยู่ได้ ยังไม่นับรวมค่าเงินเฟ้อ
พอเห็นตัวเลขเหล่านี้หลายคนอาจท้อใจ และคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเงินมากขนาดนั้น จนเป็นที่มาของวลีติดตลกว่า พร้อมเกษียณมีเงินใช้จนตาย แต่ต้องตายพรุ่งนี้ ซึ่งก็ถูกใจชาวโซเชียลกันยกใหญ่
ซึ่งการขาดความรู้ทางการเงินและกลัวเรื่องตัวเลขเงินเกษียณเป็นสาเหตุหนึ่งที่กลายเป็นการออมเงินช้า หรือไม่ออมเลย ทำให้ผู้สูงอายุกว่า 41.4% มีเงินออมต่ำกว่า 5 หมื่นบาท และรอพึ่งรัฐสวัสดิการจากรัฐบาลที่มีเพียง 600 บาทต่อเดือนเท่านั้น
4 ขั้นตอนเกษียณแบบไม่ลำบาก แม้เริ่มต้นช้า
ข้อมูลจาก aomMONEY ได้สรุปข้อมูลการวางแผนทางการเงินสำหรับคนที่เริ่มต้นช้า จากสัมนาหลักสูตรเงินทองต้องวางแผน
โดย ดร. อัจฉรา โยมสินธุ์ วิทยากรด้านการเงิน และอดีตหัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ ม.กรุงเทพ ไว้ว่า
.
40 แล้วยังไม่เริ่มวางแผนทางการเงินฟังดูอาจช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย เพราะ "ตายแล้ว...แต่ยังใช้เงินไม่หมด" กับ "สุดสลด...เงินหมด แต่ยังไม่ตาย" แบบหลังน่าจะน่ากลัวกว่า
ขั้นตอนที่ 1 ถามตัวเองให้ได้ว่าต้องการชีวิตแบบไหน
แผนเกษียณ คือแผนเฉพาะบุคคล แผนแบบที่เราต้องการตอบโจทย์ตามไลฟ์สไตล์ของเรา ดังนั้นการวางแผนเกษียณเราต้องถามตัวเองว่าหลังเกษียณแล้วเราอยากจะใช้ชีวิตแบบไหนกันแน่? แล้วตั้งเป้าหมายตามนั้น
สามารถคำนวณเพื่อประเมินจำนวนเงินคร่าวๆ ที่เราจะใช้หลังเกษียณ
.
สูตรที่ 1 : คำนวณจากรายได้ก่อนเกษียณ
ให้คำนวณดูว่า 1 ปีก่อนเกษียณ เรามี “รายได้” เดือนละเท่าไร โดยค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น
เช่น ตอนอายุ 59 รายได้เดือนละ 50,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ 70 % ของรายได้ คิดเป็นเงินประมาณเดือนละ 35,000 บาท
.
สูตรที่ 2 : คิดจากรายจ่ายก่อนเกษียณ
ให้คำนวณดูว่าในช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไร
หลังเกษียณคาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น
เช่น ตอนอายุ 59 มีรายจ่ายเดือนละ 35,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 24,500 บาท
.
สามารถเลือกได้ทั้งสองสูตร หลังจากนั้นให้เอาตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ไปคูณ 300 อย่างเช่นนำสูตร ที่ 1 ไปคูณ 300 จะได้ผลลัพธ์คือ 35,000 x 300 = 10.5 ล้านบาท นี่คือเงินก้อนที่เราต้องมีเพื่อใช้ชีวิตเกษียณ ซึ่งตัวเลข 300 นี้ มาจากจำนวนเดือนที่คาดว่า เราจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้
.
ขั้นตอนที่ 2 ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้
พอเจอตัวเลขหลายคนอาจจะตกใจและท้อรอเพียงวันที่ถูกรางวัลที่ 1 เพื่อจบปัญหาแต่ต้องบอกว่าอย่าพึ่งตกใจว่าเราต้องมีเงินก้อนทีเดียว
10 ล้าน เราไม่ได้ถอนเงินออกมาใช้ทีเดียวทั้งหมด แต่ค่อยๆ ทยอยถอนออกมาใช้ต่างหาก
นั่นแปลว่าเรายังมีโอกาสทำให้เงินงอกเงินขึ้นมาได้ สิ่งสำคัญคือ “อัตราผลตอบแทน” ถ้าเรามีความรู้ในการลงทุนเราจะทำให้วางเงินไว้ถูกที่ เงินก็จะเติบโตได้มากขึ้น
.
ซึ่งการลงทุนที่ ดร.อัจฉรา แนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็คือให้ออมเงินเต็มอัตรา 15% เพราะเป็นการลงทุนง่ายที่สุด แทบไม่ต้องทำอะไรเลย แม้ว่าปัจจุบันผลตอบแทนอาจจะไม่ถึง 5% แต่เมื่อมองระยะยาวแล้วก็ถือว่าคุ้มค่า หรืออย่างน้อยก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ทันที
.
หรือถ้าใครรู้สึกว่าเป้าหมายเกษียณดูไกลเกินเอื้อมสามารถทำได้ 2 วิธีคือ “ขยายระยะเวลาทำงานให้ยาวขึ้น” เพื่อให้มีเวลาสะสมเงินมากขึ้น หรือ “ปรับลดเป้าหมาย” จากที่ตั้งเป้าใช้เงินเดือนละ 50,000 ก็เหลือ 30,000 บาท ให้เหมาะสมกับตัวเรา
.
ขั้นตอนที่ 3 ทำงบดุลชีวิต
สิ่งที่จะทำให้รู้สถานะทางการเงินที่ชัดเจนคือต้องแจกแจง “สินทรัพย์” และ “หนี้สิน” ตามรายละเอียดดังนี้
.
สินทรัพย์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
- สินทรัพย์สภาพคล่อง
มีไว้เพื่อรักษาความปกติสุขในชีวิต เช่น เงินสำรอง ควรมี 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ฝาก-ถอนได้ทันที
-สินทรัพย์ใช้ส่วนตัว
มีไว้เพื่อการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น รถ บ้าน โทรศัพท์มือถือ
-สินทรัพย์ลงทุน
มีไว้เพื่ออนาคต เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่จะใช้ 300 เดือนหลังเกษียณ
.
หนี้สิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือหนี้ระยะสั้น (อายุหนี้ไม่เกิน 1 ปี) และหนี้ระยะยาว ซึ่งรวมแล้วไม่ควรเกิน 50% ของสินทรัพย์ทั้งหมด เช่น ถ้ามีสินทรัพย์ 2 ล้าน ก็ควรมีหนี้ไม่เกิน 1 ล้าน
.
ถ้าเรามีสินทรัพย์รวม มากกว่าหนี้สินรวม แปลว่าเรามีความมั่งคั่ง (รวย)
ถ้าเรามีหนี้สิน มากกว่าสินทรัพย์รวม แปลว่าเรามีความมั่งคั่งติดลบ เสี่ยงล้มละลาย (จน)
.
ขั้นตอนที่ 4 ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
สิ่งที่จะช่วยให้เรามีเงินออมเหลือเพิ่มขึ้น ก็คือการทำ “งบสแกนกรรม” หรือการบันทึกรายได้-รายจ่ายแต่ละเดือนนั่นเอง เพื่อสำรวจค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตว่าอะไรจำเป็นมาก จำเป็นน้อย
.
ค่าใช้จ่าย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1.ค่าใช้จ่ายจำเป็น
ส่วนนี้คือค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง “เงินออม” ก็ควรเป็นค่าใช้จ่ายรายการแรกของแต่ละเดือนด้วยเช่นกัน รวมถึง “ค่าใช้จ่ายผ่อนหนี้” รวมแล้วไม่ควรเกิน 40% ของรายได้
2.ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
โดยมักจะเกิดจากความต้องการ (Want) มากกว่าความจำเป็น (Need)
ดังนั้นถ้าปรับลดได้ก็มีโอกาสเพิ่มเงินเก็บได้มากขึ้น
3.ค่าใช้จ่ายอบายมุข
ข้อนี้ ควรรีบลดละเลิกโดยเร็วที่สุด ถ้าอยากมีชีวิตเกษียณที่มั่นคง มั่งคง ไม่จน
.
สิ่งที่จะทำให้คนล้มเหลวในการวางแผนเกษียณ ไม่ใช่การมีเงินน้อย แต่คือการไม่เริ่มทำเสียที ดังนั้นแผนเกษียณไม่มีคำว่าสาย มีแต่คำว่าต้องทำทันที เพื่อชีวิตอิสระที่ออกแบบได้ในบั้นปลายชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจาก
เพจ AomMoney
https:bit.ly/3CzENnK
https:bit.ly/3jT4sQZ



